pawena's profileNonpartisan.{Reconciliat...PhotosBlogLists Tools Help

FTA Thai -japan โจรสลัดชีวภาพ

 

 

 ศาตราจารย์คาร์ลอส คอร์เรีย นักวิชาการด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลอาร์เจนตินาและเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มประเทศ G77 ในการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในองค์กรการค้าโลก(TRIPs) ในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ(CBD)  และสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGR-FA ) ได้ส่งจดหมายอิเลคโทรนิคส์ยืนยันว่า มาตรา 130(3)ในเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นนั้น เปิดทางให้มีการจดสิทธิบัตรจุลชีพตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ญี่ปุ่นเข้ามาครอบครองทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทยในอนาคต ในจดหมายลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 มีข้อความซึ่งแปลได้ดังนี้

" ก่อนอื่นผมต้องขออภัยที่ตอบจดหมายล่าช้า ทั้งนี้เนื่องจากผมติดธุระมีกำหนดการที่แน่นมากที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามความในมาตรา 130(3) ข้อตกลงความร่วมมือญี่ปุ่น-ไทย อาจถูกตีความไปไกลถึงการอนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรในจุลชีพที่พบได้ในธรรมชาติ  หากตรงตามเงื่อนไขในองค์ประกอบการจดสิทธิบัตร (มีความใหม่ มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรม) กล่าวกันให้ชัดๆคือ ร่างข้อตกลงนี้มีความพยายามเร่งให้ตีความในทำนองที่ว่าจุลชีพชนิดหนึ่งๆนั้นอาจถือได้ว่าเป็น "สิ่งประดิษฐ์" นั่นเอง ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ มันคือหลักการทริปส์ผนวกนั่นเอง หลังจากที่ข้อตกลงทริปส์ไม่ได้นิยามไว้ว่า "สิ่งประดิษฐ์ จะมีความหมายกินความไปถึงไหน ในขณะที่ข้อตกลงทริปส์ผูกพันต่อภาคีสมาชิกในการจดสิทธิบัตรจุลชีพ ซึ่งข้อตกลงทริปส์ได้เปิดช่องว่างให้ภาคีสมาชิกดูความเป็นไปได้ที่จะวางจข้อจำกัดในการอนุญาตให้จดสิทธิบัตรในจุลชีพที่พัฒนาปรับปรุงขึ้นมา ซึ่งไม่ได้เกิดและพบในสภาพธรรมชาติ"    

                 แปลโดย อ.เจริญ คัมภีรภาพ -รองอธิการบดี ม.ศิลปากร

ภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542 ไม่อนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตโดยบัญญัติไว้ว่าจุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ"  แต่ข้อบทในความตกลงเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นกลับเขียนข้อความซึ่งเปิดโอกาสให้มีการจดสิทธิบัตรจุลชีพตามธรรมชาติ  ดังปรากฏอยู่ในข้อบทตามมาตรา 130(3) ว่า  “ภาคีแต่ละฝ่ายจะต้องให้ความมั่นใจว่าคำขอรับสิทธิบัตรใดๆจะไม่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวว่า สาระที่ขอถือสิทธิในคำขอนั้นเกี่ยวข้องกับจุลชีพที่เกิดตามธรรมชาติ”  
 คณะเจรจาอ้างว่าข้อบทดังกล่าวไม่ได้มากไปกว่าพันธกรณีที่ประเทศมีภายใต้องค์กรการค้าโลก แต่ศการตีความของศาสตราจารย์คาร์ลอส คอร์เรีย ซึ่งเพิ่งเดินทางมาประเทศไทยเพื่อสนับสนุนรัฐบาลไทยในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ์เมื่อเร็วๆนี้เห็นไปในทางตรงกันข้าม สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของไบโอไทย นักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา นักวิชาการสาขาต่างๆ รวมทั้งการตีความของสำนักงานกฎหมายขั้นนำในประเทศไทยด้วย

ไบโอไทยเรียกร้องให้รัฐบาลต้องแก้ไขและปิดช่องโหว่นี้ด้วยการตัดข้อความใน 130(3)ออกทั้งหมดเช่นเดียวกับที่ปรากฏใน JPEPA หรือตัดข้อความ “naturally occurring” ออกไปเพื่อให้ข้อบทนี้เหมือนกับเอฟทีเอที่ญี่ปุ่นทำกับประเทศมาเลเซีย หรือมิฉะนั้นก็ตัดออกทั้งหมวดเลยเช่นเดียวกับเอฟทีเอที่ญี่ปุ่นทำกับประเทศฟิลิปปินส์

DR.Carlos Correa

http://www.ftawatch.org/autopage1/show_page.php?t=11&s_id=74&d_id=74

บทความ อีกบทหนึ่ง ที่แตกต่างจาก ม.เดียวกัน

หลักนิติรัฐกับคนเนรคุณ
โดย ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ

 อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
          เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาด พร้อมแสดงเหตุผลทั้งฝ่ายข้างมากและข้างน้อยอย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว ประชาชนและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยก็ได้แสดงความคิดเห็นกันพอหอมปากหอมคอแล้ว
          เรื่องเหล่านี้น่าจะยุติและดำเนินชีวิตตามหน้าที่ของเราต่อไปด้วยความสงบ ปล่อยให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยนั้นต่อไปจะดีกว่า
          แต่ปรากฏว่าเพื่อนอาจารย์ มธ.ของผู้เขียน 4-5 คน ยังคงแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลต่อสาธารณะค่อนข้างรุนแรง จนทำให้หลายคนรู้สึกสับสนว่า ผลคำตัดสินจะใช้ได้หรือไม่ต่อไป เหมือนกับจะดื้อไม่ยอมรับกติกาที่ศาลวินิจฉัยไปแล้วนั่นเอง
          หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้เขียนจะสอนลูกศิษย์ได้อย่างไร เมื่ออาจารย์กฎหมายเองยังไม่ยอมรับกติกาเสียงข้างมากของตุลาการรัฐธรรมนูญ?
          อันที่จริงอาจารย์ มธ.ทั้ง 5 ท่าน น่าจะพอใจกับคำพิพากษาแล้ว เพราะมีตุลากรฝ่ายข้างน้อยได้รับความคิดของท่านไปถกเถียงในคณะตุลาการด้วยกันแล้วพร้อมเหตุผล แต่ก็สู้เสียงข้างมากเขาไม่ได้ ตุลาการทุกท่านก็ยอมรับกันแล้ว
          อย่าลืมว่าตุลาการแต่ละท่านนอกจากจะมีความรู้มากกว่าพวกเราแล้ว ท่านยังมีประสบการณ์ ความคิดที่เป็นอิสระ ความกล้าหาญสู้กับแรงกดดัน การข่มขู่และความรับผิดชอบในคำตัดสินของท่านเหล่านั้น มากกว่าอาจารย์ทั้ง 5 รวมทั้งตัวผมด้วยหลายเท่าตัวนัก ผมจึงเห็นว่า อาจารย์เราทั้งหลายได้ทำหน้าที่ชี้นำสังคมมาตามควรแล้ว
          ปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตามทางของมันเถิด
          การที่หนังสือพิมพ์พาดหัวตัวโตว่า "5 อาจารย์ นิติ มธ.แย้ง..." ทำให้ดูเหมือนมีตั้ง 5 คน แต่แท้จริงแล้ว 2 ใน 5 คน ยังศึกษาไม่จบอยู่ต่างประเทศ อีกท่านหนึ่งก็เป็นเพียงผู้รับรองให้เท่านั้น
          อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นั้น ขอชื่นชมว่าเป็น "กาลิเลโอหลงยุค"
          ส่วน อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพาณิชย์ นั้น ชื่นชมว่าเป็น "ลกเจ๊ก" ในเรื่องสามก๊ก ที่กล่าวในไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 9 เดือนนี้ ทำนองว่า หากให้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษได้ ต่อไปหากไทยรักไทยได้คืนอำนาจก็ออกอาจกฎหมายย้อนหลัง เอากับ คมช. คตส.ด้วย
          การกล่าวเช่นนั้นนอกจากจะเทียบเคียงกรณีที่เกิดขึ้น อย่างผิดฝาผิดตัว (false analogy) แล้ว ยังเป็นการยืนยันในทางให้ร้ายกับไทยรักไทยด้วยว่า ที่ผ่านมาก็ทำลายหลักนิติรัฐอยู่แล้ว (ดูคำวินิจฉัยส่วนที่ว่าด้วยการแทรกแซงสื่อและใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมายหาประโยชน์ใส่ตนและกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม) หากมีอำนาจอีกก็จะทำลายหลักนิติรัฐอีก แสดงว่าการถูกตัดสิทธินั้นถูกต้องแล้ว
          เพราะว่าหากปล่อยไว้ก็คงต้องกลับมาทำผิดอีก
          ผู้เขียนเคารพความเห็นของเพื่อนอาจารย์เหล่านั้น โดยขออธิบายเพิ่มเติมก่อนกลับไปสอนหนังสือโดยสงบ ดังนี้
          1.หลักนิติรัฐ ที่อ้างกันอยู่นั้นเป็นหลักทางมหาชน มีใช้เพื่อคุ้มครองรัฐและประชาชน เป็นหลักประกันว่าทุกคนจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้น หากเอกชนคนใดมุ่งทำลาย หลักนิติรัฐย่อมจะถูกหลักมหาชนนำมาใช้เพื่อป้องกันมหาชนคนส่วนใหญ่นั้นได้

          หากให้นำเอาความเสียหายของเอกชนมาไว้อยู่เหนือความเสียหายของมหาชน การท่องบ่นเรื่องหลักนิติรัฐก็จะไม่มีความหมาย เพราะหากหลักนี้ยังป้องกันตนเองไม่ได้ จะนำมาอ้างเพื่อคุ้มครองประชาชนและประเทศชาติได้อย่างไร ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด!!!
          นิติรัฐก็คงเป็นเพียงแบบพิธีให้ใครต่อใครมาหาประโยชน์ เพื่อความโก้เก๋ หรือเป็นเพียงเครื่องประดับห่วยๆ อย่างหนึ่งที่คนบางกลุ่มเห็นว่ามีค่า พร่ำพรรณนาเป็นคาถากันผีเท่านั้น
          อยากจะถามว่า ถ้าผู้กุมอำนาจของรัฐ กระทำการขัดต่อหลักนิติรัฐ มุ่งทำลายความเป็นนิติรัฐ ใครจะยุติการทำลายนี้ได้ ดูตามสำนวนของตุลาการรัฐธรรมนูญ จะเห็นพฤติการณ์ว่า (ข้อ 9, 10 และข้อ 11)
การกระทำของพรรคไทยรักไทยและกรรมการบางคน
          - ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียง แบบพิธี ที่จะนำไปสู่การผูกขาดทางการเมืองเท่านั้น
          - มิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของ สิทธิเลือกตั้ง ของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
          - ไม่เคารพยำเกรง ต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่ ได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนสูงสุด ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้าย
          - ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ ตามที่สัญญาไว้กับประชาชน มุ่งเพียงให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ
          - เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ได้บริหารโดยสุจริต แต่แอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
          - ไม่สร้างสรรค์จรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครอง ของประเทศโดยรวม
การกระทำของบุคคลเหล่านี้ เป็นการบริหารอำนาจรัฐโดยการทุจริตทำลายหลักนิติรัฐ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว หลักนิติรัฐจะอยู่ได้อย่างไร
          2.ประเด็นเรื่องกฎหมายย้อนหลัง ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันไม่ยุตินั้น ในฐานะนักกฎหมายอาญาขออธิบายว่า กฎหมายทั้งหลายมีขึ้นก็เพื่อใช้แก้ปัญหาไม่ใช่สร้างหรือสะสมปัญหา จึงต้องใช้ให้ทันทีเพื่อให้เหมาะสมทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายวิ.แพ่งหรือวิ.อาญา  แม้สิทธิของโจทก์ จำเลยอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็นำไปใช้ย้อนหลังขณะที่ศาลพิจารณาพิพากษาได้
          อย่างไรก็ตาม เฉพาะความผิดอาญา หากย้อนหลังไปเป็นโทษแล้ว ต้องห้าม เหตุผลก็เพราะไม่กำหนดความผิดและโทษไว้ก่อน   

การกำหนดความผิด กฎหมายต้องประกาศให้ทราบก่อนว่าการกระทำใดเป็นความผิด จะได้ไม่ทำผิดนั้น หมายถึงการกำหนดความผิดใหม่ๆ ขึ้น จะนำไปกล่าวหาผู้กระทำย้อนหลังไม่ได้เพราะ เขาไม่รู้มาก่อนว่าการกระทำของเขาจะเป็นความผิด
          แต่ตามข้อเท็จจริงในคดี ที่ปรากฏตามสำนวนของตุลาการรัฐธรรมนูญ การกระทำของนักการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความไม่ซื่อสัตย์สุจริต เลือกตั้งแบบคดโกง ทุจริตผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามที่มีอยู่เดิมแล้ว จึงไม่ใช่การกำหนดความผิดขึ้นใหม่ กลุ่มผู้กระทำจะว่าไม่รู้ว่าเขาห้ามโกง ห้ามทุจริต คงผิดวิสัย  เพราะก่อนการเข้ารับตำแหน่งก็สาบานกันแล้วว่าจะไม่โกง ไม่ทุจริต  บางคนสาบานตั้งหลายรอบ ดังนั้น การวินิจฉัย ความผิดนี้จึงไม่ใช่การย้อนหลัง  การกำหนดโทษ การตัดสิทธิไม่ใช่โทษ แต่เป็นมาตรการทางกฎหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ 
          อย่างไรก็ตาม กฎหมายอาญาก็ไม่ห้าม การใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยย้อนหลัง โดยกำหนดให้ใช้ได้ในขณะศาลพิพากษา แม้ว่าขณะกระทำความผิดจะไม่มีมาตรการเหล่านี้ก็ตาม เพราะมาตรการใหม่ๆ ย่อมจะนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดในอนาคตได้ดีกว่าเป็นประโยชน์ทั้งผู้กระทำผิดเพราะไม่ใช่โทษอาญา และเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมเพราะมีมาตรการใหม่กับการกระทำ เพื่อป้องกันการเกิดความผิดได้ดีกว่าเดิม
          การใช้มาตรการดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องกฎหมายย้อนหลังอันเป็นผลร้ายหรือเป็นโทษแก่บุคคล เทียบได้กับกรณีคนที่มาเช่าบ้าน ทำบ้านสกปรกเลอะเทอะเสียหาย ถึงขนาดลงมือรื้อฝาบ้านไปขาย, ให้คนนอกมาเช่าพื้นที่อยู่อาศัยโดยเอารายได้ใส่ตน, ค่อยๆ ทยอยขายทรัพย์สินในบ้านที่เจ้าของบ้านสะสมไว้ จนบ้านทรุดโทรม ทรัพย์สินร่อยหรอลงไปทุกที
          เมื่อความจริงเปิดเผยเข้า จึงมีการบอกเลิกสัญญาเช่า โดยเพียงขอให้ผู้เช่าออกจากบ้านไปชั่วคราวก่อน จะได้เข้าไปซ่อมแซมบ้าน ไม่ได้เอาไปลงโทษ ทำร้ายที่ไหน การให้ผู้เช่าที่กำลังทำลายบ้านเช่าออกไปจากบ้าน เพื่อป้องกันความเสียหายของบ้าน จึงไม่ใช่โทษ แต่เป็นมาตรการเพื่อยุติความเสียหายแก่บ้านเช่าที่เขากำลังทำลายอยู่
          ผู้เช่าที่กำลังทำลายบ้านนั้นกลับโวยวายว่าตนถูกตัดสิทธิ แถมยังมีคนบางคนเข้าใจผิดเห็นอกเห็นใจผู้เช่า ทั้งๆ ที่เจ้าของบ้านน่าจะจับผู้เช่าที่ทำลายข้าวของนี้ ติดคุกด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่ทำ
จึงเห็นตรงข้ามกับ อาจารย์วรเจตน์ โดยสิ้นเชิงว่า
          หากไม่นำมาตรการตัดสิทธิเลือกตั้งอันไม่ใช่โทษนี้ไปใช้กับกลุ่มผู้ทุจริตในการเลือกตั้งกลับจะทำให้ประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐจะคลางแคลงและไม่ไว้วางใจให้ความเชื่อถือต่อหลักนิติรัฐเพราะความผิดปรากฏชัด แต่ผู้ทำผิดกลับลอยนวลไปได้
          เขาจะตั้งคำถามว่าทำไมประชาชนทำบัตรเลือกตั้งฉีกขาดนิดเดียวก็อาจถูกตัดสิทธิถึง 10 ปี แต่คนโกงเลือกตั้งทั้งโขยงไม่โดนอะไรเลย? 
          หากจะอ้างว่าการตัดสิทธิเป็นโทษหรือเป็นคุณก็ต้องถามว่าเป็นโทษกับใคร หรือจะให้เป็นคุณกับใคร เป็นหน้าที่ของนักกฎมหายมหาชนที่ดูแลนิติรัฐด้วยที่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง (การตัดสิทธิ) เป็นโทษกับเอกชน กับ (การไม่ตัดสิทธิ) เป็นโทษกับมหาชน ท่านจะเลือกอย่างไร ที่ดินเอกชนขวางถนนอยู่แปลงเดียว กฎหมายมหาชนจะยึดกรรมสิทธิ์ย้อนหลังโดยเวนคืนตัดถนนผ่านเพื่อมหาชนหรือไม่? 

หากเอามหาชนเป็นหลัก การใช้มาตรการดังกล่าวจึงไม่ใช่การย้อนหลังไปเป็นโทษแต่กลับเป็นคุณแก่มหาชนทั้งสิ้น
          - เป็นคุณแก่ประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุด จะไม่ถูกลบหลู่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
          - เป็นคุณแก่รากฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
          - เป็นคุณแก่ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองที่จะได้รับการคุ้มครอง
          - เป็นคุณแก่หลักนิติรัฐที่จะไม่ถูกคนกลุ่มนี้มาทำลายในอนาคต
          - เป็นคุณแก่ความมั่นคงทางการเมืองของชาติ
          - เป็นคุณแก่สมาชิกพรรคไทยรักไทย กว่า 14 ล้านคน จะได้ตาสว่างเห็นพฤติการณ์ทุจริตในการเลือกตั้งที่พรรคและบุคคลที่ตนมอบศรัทธาและความไว้วางใจ กระทำเอาลับหลังตน
          - เป็นคุณแก่สมาชิก กว่า 14 ล้านคนเหล่านี้จะได้ไม่ถูกบังคับให้หลับตาเลือกคนที่มาทำลายความไว้วางใจของเขาเหล่านั้นอีก
          - เป็นคุณแก่คนไทยที่ไม่ใช่สมาชิกเป็นคุณแก่อีกกว่า 45 ล้านคน ที่จะได้เลือกตั้งอย่างสบายใจขึ้น
          - เป็นการจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองเพราะเป็นพรรคที่มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ หากแต่มุ่งประสงค์ที่จะดำเนินการทุกวิธีทางเพื่อให้ได้มายังอำนาจในการปกครองประเทศเพื่อหาประโยชน์เข้าพวกพ้องของตนเท่านั้น
          - เป็นคุณต่อผู้ถูกตัดสิทธิทั้งหมดทุกคนนั้นด้วย เพราะจะไม่มีโอกาสได้ไปกระทำความผิดที่เคยทำนั้นอีกอย่างน้อย เป็นเวลา 5 ปี หากปล่อยไว้เขาก็จะไปกระทำความผิดจนเขาอาจถึงขั้นติดคุกได้ 

การใช้มาตรการดังกล่าวจึงกลับเป็นคุณแก่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้อยู่ในกรอบของกฎหมายและความสุจริตหากไม่ตัดสิทธิ การทุจริตก็จะกลับเกิดซ้ำซากอีก
          3.การตัดสิทธิดังกล่าว เป็นการตัดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานหรือไม่?
          การใช้สิทธิและการใช้เสรีภาพของบุคคลตามกฎหมายวางอยู่บนรากฐานแห่งหลัก "สุจริต" สิทธิและเสรีภาพจึงมีไว้ให้ผู้ที่สุจริตใช้อย่างเต็มที่ หลักนี้ยืนยันไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชนมานานเนกาเลแล้วว่า
          การใช้สิทธิต้องใช้โดยสุจริต
          การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
          เมื่อทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมาย ก็ต้องให้หยุดทำได้ เพื่อระงับความเสียหายที่จะเกิดต่อไปภายหน้า จึงเห็นได้ว่า แม้ในทางกฎหมายเอกชนก็ยังให้ระงับการใช้สิทธิที่ไม่สุจริตได้
          ในทางมหาชน ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น เพราะหากมีการใช้สิทธิไม่สุจริต แม้ทางเอกชนความเสียหายเฉพาะเอกชนเท่านั้นกฎหมายยังให้ใช้บังคับยับยั้งการกระทำได้ ในทางมหาชนใช้สิทธิไม่สุจริตต่อมหาชนยิ่งจะส่งผลกระทบและก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่คนจำนวนมากหากยังคงตัดสิทธิการใช้นั้นไม่ได้ หลักสุจริตและนิติรัฐก็ถูกทำลายไม่มีใครได้ยกขึ้นอ้างอีก
          ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ได้ลงโทษเพียงแต่ "ชี้กรรม" ที่เขากระทำแก่การเลือกตั้ง และระบอบการปกครองของบ้านเมืองเท่านั้น 

การตัดสิทธิดังกล่าวจึงไม่ใช่ผลร้าย หรือการลงโทษผู้กระทำ หลักนี้ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่เป็นธรรมก็กล่าวอ้างได้ว่า  

"เมื่อเล่นโกง ก็ไม่ให้เล่น"

          สรุป การที่ยึดถือหลักนิติรัฐต้องทำโดยมีจิตวิญญาณที่จะปกป้องนิติรัฐด้วย โดยต้องมองให้รอบรู้ให้ทั่ว หากเห็นไม่รอบ กอดแต่หลักไว้อย่างเดียวไม่ดูว่ามดแทะ ปลวกทะลวงหลักจนปรุพรุนเป็นโพรงอยู่ข้างในไปหมดแล้วยังพร่ำเพ้อว่าหลักยังดีอยู่ ทั้งๆ ที่รู้และโวยวายให้ใครก็ได้เข้ามาแก้ไข แต่พอมีคนจะไปช่วยพยุงซ่อมแซม โดยเอามด ปลวกออกจากหลัก โดยที่เขาก็เมตตาไม่ฆ่ามด ปลวกเท่านั้น เพียงแต่ขอกวาดออกจากหลักไม้ไปชั่วคราว เพื่อซ่อมแซมหลักให้มั่นคงแล้วจะเชิญให้มด ปลวกเหล่านี้มากัดกินกันใหม่เท่านั้น

          คนที่อ้างว่าตนพิทักษ์หลักนิติรัฐเหล่านี้ก็ยังคงกอดหลักขวางกั้นออกหน้าปกป้องมด ปลวก ไม่ให้ใครไปแตะต้องมด ปลวกเหล่านั้น โดยคิดว่าเป็นการปกป้องสิทธิของมดและปลวกเหล่านั้นตามหลักนิติรัฐอยู่
แทนที่จะเป็นการบำรุงรักษา กลับเป็นการช่วยทำลายหลักนิติรัฐทางอ้อม
ไม่เห็นแม้กระทั่งพวกปลวกๆ ทั้งหลายกำลังนั่งหัวเราะเยาะพวกกำจัดปลวกที่ทะเลาะกันเอง
เท่ากับเนรคุณหลักนิติรัฐเสียเอง
ความเห็นของพวกเขาเหล่านี้ จึงเป็นการ "เห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่า"

ป่าไม้ถูกทำลายลงทุกวัน ท่านเหล่านี้กู้รู้อยู่ เรียกร้องให้ช่วยกันปราบพวกตัดไม้ทำลายป่า
แต่พอเขาจะไปจับคนตัดต้นไม้ ท่านเหล่านี้ก็ออกขวางกั้น โดยอ้างว่า ชาวบ้านตัดต้นไม้ต้นสอง ต้น ไม้เสียหาย ต้องคุ้มครองให้เขาอยู่กินได้
ท่านเหล่านี้จึงเห็นแต่คนตัดไม้ทีละต้น แต่ไม่เคยเห็นคนทำลายป่า
หารู้ไม่ว่าคนเหล่านั้นตัดทีละต้น เป็นร้อย เป็นล้านต้นแล้ว
ฉันใดก็ฉันนั้น เราจึงไม่สามารถดำเนินการกับคนทำลายหลักนิติรัฐได้เสียที ด้วยฝีมือของคนที่คิดว่าตนเป็นคนพิทักษ์อนุรักษืหลักนิติรัฐ แต่มองไม่เห็นปลวกที่กำลังกัดกิน และทำลายหลักนิติรัฐที่เขาบูชาอยู่ตำหูตำตา
ดังนี้ แทนที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์หลักนิติรัฐ
กลับกลายเป็นองครักษ์พิทักษ์ปลวกไปเสียนี่!!!
หลักนิติรัฐจึงถูกเนรคุณด้วยสายตาที่คับแคบเช่นนี้เอง
(ขอกลับไปสอนนักศึกษาตามหน้าที่ให้ดีที่สุดละนะ  เจอกันใหม่เมื่อมีวิกฤตหมายภายหน้า... กาลิเลโอ...)

 

บทความ จากคณะนิติวิพากย์สังคม

  5 อ.จ. "มธ." ค้านคำวินิจฉัย"ตุลาการรธน."      ชี้ใช้ก.ม.ย้อนหลังไม่ได้-กระทบหลักนิติฯ


 รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ , รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ,ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ,นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายธีระ สุธีวรางกูร คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันวิเคราะห์เกี่ยวกับคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน สรุปได้ว่า คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่การบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล โดยให้เหตุผลว่าหลักการที่ห้ามใช้กฎหมายย้อนหลัง ใช้เฉพาะแต่โทษทางอาญาเท่านั้น

ทั้งนี้ รศ.ดร.วรเจตน์และคณะได้วิเคราะห์และให้เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย สรุปได้ว่า หลักกฎหมายเบื้องต้นกำหนดการบังคับใช้กฎหมายว่าเริ่มต้นมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ประกาศกฎหมายฉบับนั้น ดังนั้น ประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 และไม่มีข้อความกำหนดเกี่ยวกับเวลา จึงต้องถือว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ หลักการปกครองโดยนิติรัฐ รัฐต้องยอมอยู่ใต้หลักการห้ามมิให้ตราและใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล เพื่อให้บุคคลที่อยู่ภายใต้กฎหมายวางใจและเชื่อมั่นในการใช้อำนาจของรัฐ ดังนั้น รัฐไม่อาจตรากฎหมายที่กำหนดโทษ แล้วนำมาใช้บังคับย้อนหลังได้

นายวรเจตน์และคณะระบุว่า ในนานาอารยประเทศ ใช้หลักการดังกล่าวอย่างเคร่งคัดและเข้มข้น ทั้งกับการกระทำที่เป็นโทษทางอาญา และการกระทำที่ไม่ใช่โทษทางอาญา เช่น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเคยมีคำวินิจฉัยลงวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ.1982 เกี่ยวกับกรณีโทษทางภาษีว่า หลักการไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคล มิได้ใช้บังคับเฉพาะกับกฎหมายที่บัญญัติกำหนดความผิดและโทษทางอาญาเท่านั้น หากต้องขยายไปใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษทุกประเภท หรือศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีก็ได้วินิจฉัยไว้ว่า การตรากฎหมายย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่จบลงแล้วให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลจะกระทำมิได้

"ในเมื่อสิทธิเลือกตั้งได้รับการยอมรับว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในประเทศเสรีประชาธิปไตย แม้การออกกฎหมายเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลจากเหตุทางกฎหมายในบางกรณีสามารถกระทำได้ แต่กฎหมายเช่นว่านี้จะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อเอาไปบังคับใช้กับข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าเท่านั้น จะนำไปใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลซึ่งได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ก่อนหน้าที่กฎหมายจะมีผลใช้บังคับ ย่อมไม่ได้" นายวรเจตน์และคณะระบุ

นายวรเจตน์และคณะระบุต่อไปว่า การให้เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพียงว่า ประกาศของ คปค.ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ย่อมสามารถนำมาใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับผู้ถูกร้อง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ถือเป็นโทษทางอาญานั้น นอกจากจะไม่เป็นเหตุผลที่สามารถยอมรับได้แล้ว การวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวอาจกระทบกับการเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์อย่างรุนแรง เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าแนวทางการวินิจฉัยนี้ อาจถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของราษฎร คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย ขอแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งกับคำวินิจฉัยนี้
http://www.law.tu.ac.th/About_LAW/vipak/p1.html

ด้วยความรักและอาลัยถึง

คุณยายพัด มรณะ ในเดือนนี้ 
เสียวันนี้ที่ป่าช้าหายยา




หัวข้อการพูดคุย มะรุม(บะค้อนก้อม)

 

ยกคำพูดมา

มะรุม(บะค้อนก้อม)

มะรุม พืชมหัศจรรย์

เขียนโดย D.Healer เมื่อ 17 เมษายน 2008 - 04:55pm

 

มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น 
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณ :
ฝัก  -  ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)   ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก 
แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ  แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย  จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้  
ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน  "มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม ภาคเหนือเรียก มะค้อมก้อนชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก กาแน้งเดิง ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก ผักเนื้อไก่เป็นต้น
ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้   
ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง ผงนัว กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหาร
มาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก  
คุณค่าทางอาหารของมะรุม  มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ 
วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี
         
ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม
        
บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม
   
บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน
  
ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม
 มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง  
จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก
มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย  
ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ
HIV
นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น
ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ
น้ำมันมะรุม  สรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ
ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก
ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ
รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น 
ชะลอความแก่
กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุม
ในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน
(rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย   ฆ่าจุลินทรีย์
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร
Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว  
การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin)
จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง
โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม 
ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก  
ใบมะรุม 100 กรัม  (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน
          
26 แคลอรี
โปรตีน
             6.7 กรัม
(2 เท่าของนม)
ไขมัน
               0.1 กรัม

ใยอาหาร
           4.8 กรัม

คาร์โบไฮเดรต
     3.7 กรัม

วิตามินเอ
           6,
780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี
          
220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน
          
110 ไมโครกรัม
แคลเซียม
        
440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส
        
110 มิลลิกรัม
เหล็ก
              
0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม
      
28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม
       259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)
ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index
ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดย
กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด
 กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนู
ที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม
นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง 
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง 
ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง
เกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ
โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด
และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ
โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน
(silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้
เอกสารอ้างอิง:  Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst
The Miracle Tree by Lowell Fuglie
LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.   นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550

หมิ่นประมาทสื่ออินเตอร์เน็ต

การใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด คือ ใช้เป็นเครื่องมือในการหมิ่นประมาทผู้อื่น ซึ่งจากการกระทำดังกล่าวทำให้ ข้อดีของอินเตอร์เน็ต จึงกลายเป็นผลเสียหายอย่างมากมาย   ด้วยถ้อยคำที่เป็นการหมิ่นประมาท จะแพร่หลายไปทั่วโลกใน  กว่าการกระทำโดยใช้เครื่องมืออย่างอื่น

ในข้อเสียอินเตอร์เน็ตจึงเป็นตัวเร่งขยายการทำความผิด ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเร็วมาก

ก่อนที่ว่า ลักษณะการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างไร มีความผิดทางแพ่ง และทางอาญาอย่างไร

มาดูกฏหมายทางแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่าผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้อื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่เขาเพื่อเพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดแก่การนั้น…..”

มาดูกฏหมายทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่าผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและ  มาตรา 328 บัญญัติว่า ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎด้วยวิธีใด แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงอย่างอื่น กระทำโดยการกระจายเสียง หรือโดยการกระทำป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นใด ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทโดยสรุป การหมิ่นประมาท ก็คือ

การใส่ความผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ เช่น พูด เขียน พิมพ์ข้อความ หรือแสดงกริยาต่างๆ โดยการใส่ความดังกล่าวนั้นต้องเป็นการกระทำให้บุคคลที่สามรับทราบ ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ถูกใส่ความนั้นได้รับความเสียหาย

ดังนั้น ความผิดในการหมิ่นประมาท ทางอาญาอาจจะเป็นความจริงหรือความเท็จ เพราะหลักกฎหมาย

มุ่งพิจารณาแต่เพียงว่าถ้ามีการกล่าวถึงบุคคลอื่นในด้านไม่ดีแล้ว ย่อมทำให้สังคมไม่สงบสุข ไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ทำให้ ความรับผิดในการกระทำหมิ่นประมาท หากข้อความที่กล่าวเป็นเรื่องเท็จ ผู้กระทำต้องรับผิดทางอาญา และชดใช้ความเสียหายทางแพ่ง แต่ถ้าหากข้อความที่กล่าวเป็นจริง ผู้กระทำจะมีความผิดทางอาญา แต่ไม่ต้องชดใช้ความเสียหายทางแพ่ง

การกระทำผิดในการหมิ่นประมาทเป็นอย่างไร และจะต้องได้รับโทษอย่างไรบ้าง สำหรับวิธีการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย มีวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง การหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต แยกได้เป็น 3 วิธี คือ
1.
การหมิ่นประมาททาง E-mail ตัวอย่างที่เราทราบทางสื่อมวลชน กรณีที่ มีบุคคลได้ส่งภาพที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงไปกับ E-mail ให้แก่ผู้อื่น ทำให้เกิดการดำเนินคดีต่อผู้ที่ส่งภาพดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่นำเสนอข้างต้น


2. การหมิ่นประมาททาง Web site ตัวอย่างที่พบเห็นโดยทั่วไป คือ การนำข้อความ หรือภาพที่เป็นการใส่ความไปลงใน Web site หรือ ตั้งกระทู้ถามหรือแสดงข้อเท็จจริง ต่างๆ บน Web board ในลักษณะใส่ความ และทำให้ผู้อื่นเสียหาย ที่พบอยู่เนืองๆ บน Web board ของ Web site ต่างๆ รวมถึงWeb board  หรือจะเป็นลักษณะการเข้าไปใส่ความในห้อง Chat room ซึ่งการกระทำความผิดทาง Web site พบมากในการใช้อินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดตามฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 326 แล้ว ยังมีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งผู้กระทำต้องรับโทษหนักกว่า  มาตรา 326 และอาจจะต้องรับผิดทางแพ่งด้วย

3. การหมิ่นประมาททางโปรแกรม IRC , Pirch ,TCQ , Yahoo Msn หรือ โปรแกรม Microsoft MSN ที่ Server ได้จัดให้บุคคลอื่นเข้าไปพิมพ์ข้อความสนทนา หากข้อความที่พิมพ์ มีลักษณะหมิ่นประมาทผู้อื่นแล้ว ก็จะเป็นการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ตอย่างหนึ่ง การหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้หรือไม่

มีตัวอย่างการดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่า จะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่มีผู้ส่ง E-mail พร้อม Attach ภาพไม่เหมาะสมของนักแสดงไปให้ผู้อื่น จนทำให้เกิดการดำเนินคดีต่อผู้ส่ง E-mail ดังกล่าว ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น หรือ กรณีข่าวต่างประเทศ ที่ศาลอังกฤษ ได้พิพากษาผู้ส่ง E-mail ข้อความหมิ่นประมาท จนทำให้ผู้ส่ง E-mail ต้องชดใช้ค่าเสียหาย
ซึ่งในการดำเนินคดีกับผู้ส่ง E-mail ได้ก็เนื่องจาก ศาลได้สั่งให้บริษัทผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต

(Internet Service Provider
หรือ ISP) และผู้ให้บริการ E-mail ส่งข้อมูลให้ นอกจากนี้ การหมิ่นประมาท บน Web site หรือ บน Web board ก็สามารถย้อนรอยถึงผู้กระทำความผิดได้เช่นกัน โดยการขอความร่วมมือ ISP หรือ เจ้าของ Server ที่เป็นที่ตั้งของ Web site ดังกล่าว ให้แจ้งข้อมูลของผู้กระทำการ Upload ข้อมูลที่เป็นการหมิ่นประมาท

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. เอกสารประกอบคำบรรยายกระบวนวิชากำหมายอาญาชั้นสูง
หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. กรุงเทพมหานคร
:
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
, 2546.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์.

ประมวลกฎหมายอาญา.

 

การประกันตัวผู้ตัองหาคะรับ

        การประกันตัวผู้ต้องหา    ในกรณีที่ท่านต้องการประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในชั้นสอบสวน ท่านควรมีหลักฐานต่างๆ ดังต่อไปนี้ติดตัวไปด้วย คือ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. หลักทรัพย์ที่จะใช้เป็นหลักประกัน ได้แก่

        2.1   เงินสด (เงินตราของรัฐบาลไทยเท่านั้น)

        2.2   โฉนดที่ดินซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาแล้วหรือพนักงานสอบสวนเชื่อว่าที่ดินมีราคาไม่น้อยกว่าสอง เท่าของ จำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาประกัน

        2.3   หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก ) ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาแล้ว หรือพนักงานสอบสวนเชื่อว่าที่ดินมีราคาไม่น้อยกว่าสองเท่าของจำนวนเงินที่ไว้ในสัญญาประกัน

        2.4   พันธบัตรรัฐบาล

        2.5   สลากออมสินและสมุดฝากเงินธนาคารประเภทประจำ

        2.6   ใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร

        2.7   ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่าย และธนาคารผู้จ่ายได้รับรองตลอดไปแล้ว

        2.8   ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่าย และธนาคารผู้จ่ายได้รับรองตลอดไปแล้ว

        2.9   เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรอง

        2.10  หนังสือรับรองของธนาคาร เพื่อชำระเบี้ยปรับแทนในกรณีที่ผิดสัญญาประกัน
3. ในกรณีที่ผู้ยื่นขอประกันมีครอบครัวแล้วจะต้องทำหนังสือแสดงการอนุญาตจากสามีหรือภรรยาแล้วแต่กรณีไปด้วย

วิธีการปฏิบัติ
1. ให้ผู้ที่จะมาขอประกันตัวผู้ต้องหา พบและยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวนที่จะปฎิบัติหน้าที่อยู่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของคดีหรือไม่ก็ตาม
2. หากไม่อาจเขียนคำร้องประกันได้เอง ให้ร้องขอต่อพนักงาน สอบสวนเพื่อสั่งเจ้าหน้าที่ช่วยเขียนคำร้องให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใดๆ
3. เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับสัญญา ประกันซึ่ง ต้องลงเวลารับคำร้องไว้ด้วย
4. เจ้าพนักงานจะพิจารณา แจ้งผลการสั่งคำร้องให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่ เวลาที่รับคำร้อง
5. หากไม่ได้รับความสะดวกหรือล่าช้า ให้รีบเข้าพบแจ้งต่อสารวัตร หรือสารวัตร หัวหน้างานคนใดคนหนึ่งทราบทันที
6. ในการยื่นและขอประกันตัวผู้ต้องหานี้ เป็นดุลยพินิจของเจ้าพนัก งานตำรวจที่ จะให้ประกันหรือไม่ให้ประกันก็ได้โดยจะพิจารณาถึง

        6.1 ความหนักเบาแห่งข้อหา

        6.2 พยานหลักฐานที่สอบสวนไปแล้วมีเพียงใด

        6.3 พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างใด

        6.4 เชื่อถือผู้ร้องขอประกันได้เพียงใด

        6.5 ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใด หรือไม่ ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีหรือไม่
 7. หากพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวไปได้ ก็จะนำ สัญญาประกันและผู้ยื่นประกันลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
 8. หากเจ้าพนักงานตำรวจไม่อนุญาตให้ประกัน อันสืบเนื่องจากเหตุใน ข้อ 6 ก็จะแจ้งให้นายประกันทราบและคืนหลักทรัพย์    ไป

การใช้บุคคลเป็นประกัน

คำสั่งกรมตำรวจ ที่ 622/2536 ลงวันที่ 15 เมษายน 2536

เรื่อง การใช้บุคคลเป็นประกัน หรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว

กระทรวงมหาดไทยและกรมตำรวจ มีนโยบายอำนวยความสะดวก ในการให้บริการแก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการใช้บุคคลเป็นประกันหรือ หลักประกันในการปล่อยชั่วคราวตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 110 และมาตรา 114 วรรคสอง

บุคคลวงเงินประกัน

- ข้าราชการพลเรือนระดับ 3 ถึง 5  หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศ  ตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี
  หรือร้อยตำรวจตรีถึงพันตรี นาวาตรี  นาวาอากาศตรีหรือพันตำรวจตรี
- ข้าราชการบำนาญตั้งแต่ระดับ 6  หรือเทียบเท่าขึ้นไป
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว  กับข้าราชการประจำ
- สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
- สมาชิกสภาจังหวัด
- สมาชิกสภาเทศบาล
- สมาชิกสภาเมืองพัทยา
- สมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร
- กรรมการสุขาภิบาล
- กำนัน                          

วงเงินเอาประกัน  ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินหกหมื่นบาท

บุคคล

- ผู้ใหญ่บ้าน
- ข้าราชการพลเรือนระดับ 6 ถึง 8  หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศ  ตั้งแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท
  หรือพันตำรวจโทถึงพันเอก นาวาเอก  นาวาอากาศเอกหรือพันตำรวจเอก
- ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตั้งแต่  ชั้น 1 ถึง 2
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว  กับข้าราชการประจำ

วงเงินประกันทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท

- ผู้ใหญ่บ้าน
- ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ถึง 10  หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศ  ตั้งแต่พันเอก นาวาเอก
  นาวาอากาศเอกหรือ  พันตำรวจเอกที่ได้รับ  อัตราเงินเดือนพันเอก(พิเศษ)
  นาวาเอก(พิเศษ) นาวาอากาศเอก-  (พิเศษ)หรือพันตำรวจเอก(พิเศษ)
- ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตั้งแต่  ชั้น 1 ถึง 2
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว  กับข้าราชการประจำ

วงเงินประกัน ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท

- ข้าราชการพลเรือนระดับ 11  หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศ ตั้งแต่พลโท พลเรือโท พลอากาศโท
 หรือพลตำรวจโท
- ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตั้งแต่  ชั้น 5 ขึ้นไป
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว  กับข้าราชการประจำ
- สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วงเงินประกัน ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท

-   ให้ผู้ที่ขอทำสัญญาประกันแสดงบัตรประจำตัวต่อพนักงานสอบสวน  ผู้รับผิดชอบ พิจารณาอนุญาตโดยไม่ชักช้า
-   ในกรณีจำเป็นเพื่อทราบเกี่ยวกับสถานะ ระดับ อัตราเงินเดือนหรือ  ภาระผูกพัน อื่นใด อาจให้ผู้ยื่นประกันแสดงหนังสือ
    รับรองจาก  ต้นสังกัดและภาระผูกพันนั้น ภายในห้าวันนับตั้งแต่วันที่ได้  รับอนุญาตให้ประกัน
-   กรณีบุคคลใดได้ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองไว้ แต่หลัก  ประกันยังไม่เป็นการ เพียงพอ ให้ใช้บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติ    ตาม  ที่กำหนดไว้หรือใช้หลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติมได้

 

การขอถอนหลักทรัพย์

นายประกันจะต้องนำใบเสร็จรับเงินหรือสำเนาสัญญาประกันตัว ผู้ต้องหามาตรวจสอบผลคดีเสียก่อน

ถ้าผลคดีเสร็จสิ้นก็มอบให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการถอนโดยนำบัตร ประจำตัวประชาชนของนายประกันมาแสดงด้วย

กรณีนายประกันไม่สามารถมาขอถอนหรือรับหลักฐานด้วยตนเอง ได้ ก็ให้ทำใบมอบฉันทะแล้ว นำมาแสดงด้วยเพื่อเป็นหลักฐาน

เจ้าหน้าที่ทำละเมิด?

การทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่กระทำต่อหน่วยงานของรัฐ :

กรณีที่หน่วยงานรัฐบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล

วิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์(อัยการจังหวัด สคช .ชัยนาท)

ข้อมูลจาก http://www.ubon-ju.ago.go.th/articles/govtorts.html

            การทำละเมิดในทางแพ่งได้มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420  บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายใช้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น  จึงเห็นได้ว่าการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดในทางแพ่งจะมีขึ้นจะต้องเป็นกรณีผู้นั้นกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายโดยผิดกฎหมาย

                สำหรับบทความนี้ มีสาระสำคัญที่จะกล่าวถึง  3  ประการเกี่ยวกับการทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ดังนี้

                1. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐนอกหน้าที่ของตน

                2. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อที่ไม่ร้ายแรง (ประมาทเลินเล่อธรรมดา)

                3. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

                1. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐนอกหน้าที่ของตน  หากหน่วยงานของรัฐแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหาย  แต่เจ้าหน้าที่เพิกเฉย  หน่วยงานของรัฐต้องนำคดีฟ้องร้องต่อศาล  จะบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์เจ้าหน้าที่ผู้นั้นทันทีไม่ได้

                2. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อที่ไม่ร้ายแรง (ประมาทเลินเล่อธรรมดา)   ไม่ว่ากระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือไม่ก็ตาม  หากเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่แล้วไปก่อให้เกิดการละเมิดที่เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อที่ไม่ร้ายแรงแล้ว  เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่  พ.ศ.  2539          มาตรา 10 ประกอบด้วยมาตรา 8)  เนื่องจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ว่าหากให้รับผิดในกรณีนี้  จะทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าจะตัดสินใจในการทำงาน  บั่นทอนขวัญกำลังใจ  ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่  ทั้งที่ทำงานให้รัฐแต่เกิดความเสียหายเนื่องจากความผิดพลาดเล็กน้อย  หากเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจในการทำงานจะทำให้งานล่าช้าเกิดความเสียหายแก่รัฐและเอกชนผู้มาติดต่อ

                3. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง   ในทางปฏิบัติเมื่อหน่วยงานของรัฐตั้งคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดแล้วปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยจงใจหรือประมาท  เลินเล่ออย่างร้ายแรง   หน่วยงานของรัฐมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา  12) คำสั่งนี้ถือเป็นคำสั่งทางการปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ซึ่งมีรูปแบบและผลของคำสั่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา  34 ถึง  43  และสามารถอุทธรณ์หรือเพิกถอนหรือขอให้พิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวได้ตามมาตรา  44  ถึง  54 หากมีการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วไม่มีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้นภายใน  90 วัน   นับแต่วันรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี   (ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542  มาตรา 9(1),42,49  และ 72)  ในกรณีเช่นนี้ หน่วยงานของรัฐจะมีฐานะเป็น ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งมีหน้าที่ยื่นคำให้การมิใช่ ผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีหน้าที่เริ่มต้นดำเนินคดีโดยการยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง

                คำสั่งทางปกครองที่ให้เจ้าหน้าที่ชำระเงิน   เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระให้ถูกต้องครบถ้วนนั้นกฎหมายบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้มาตรการทางปกครองโดยการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้นั้นนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วนได้ วิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม (ไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาล  หากฟ้องศาลเคยมีคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 74/2546 วินิจฉัยทำนองว่าหน่วยงานของรัฐไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากมีอำนาจบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์ได้เอง) ส่วนผู้มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา  57) กฎกระทรวงที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด การอายัด และการขายทอดตลาด คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในกรณีที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นเจ้าหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัด  เป็นการกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดในส่วนภูมิภาคนั้นในกรณีนี้อาจเทียบเคียงได้กับประมวลรัษฎากร มาตรา  12  ซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ.  2525  โดยกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในทำนองเดียวกันกับมาตรการบังคับทางปกครองดังกล่าวข้างต้น ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ออกคำสั่งยึดทรัพย์ลูกหนี้ค้างชำระหนี้ภาษีอากรแล้วมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทน ดังนั้น  ในกรณีการใช้มาตรการบังคับการปกครองนี้จึงอาจดำเนินการโดยวิธีการอย่างเดียวกันก็ได้

            ดังนั้น  จึงสรุปได้ว่าในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐนั้นต้องพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิด โดยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานของรัฐก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ พ.ศ. 2539 และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่กล่าวข้างต้นซึ่งได้กำหนดวิธีการดำเนินการและมาตรการบังคับทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะแล้วหน่วยงานของรัฐจะดำเนินการโดยวิธีการอื่น หรือดำเนินการโดยข้ามขั้นตอน หรือโดยการนำคดีมาฟ้องต่อศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองมิได้

                แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดโดยมิได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 10 บัญญัติว่าให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  420 หากผู้กระทำละเมิดไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

                ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยมิได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่จะนำมาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินมาใช้แทนการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมไม่ได้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวจะใช้เฉพาะกรณีที่มีคำสั่งทางปกครองให้ผู้ใดชำระเงินแล้วผู้นั้นไม่ชำระเท่านั้น  ทั้งนี้เนื่องจากพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ พ.ศ. 2539  มาตรา 12  ได้บัญญัติว่าเฉพาะในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดละเมิดฯ พ.ศ. 2539 มาตรา  10  ประกอบกับมาตรา 8 คือต้องเป็นกรณีที่กระทำละเมิดโดยเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น  จึงจะสามารถออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดได้

                ดังนั้น  ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ และการกระทำนั้น มิใช่กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐจะต้องฟ้องคดีละเมิดต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้บังคับชำระหนี้

……………………………………………….


คำสั่งทางปกครองมีผลเมื่อใด

  

                คำสั่งทางปกครองที่เป็นหนังสือมีผลทางกฎหมาย แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวิธีการแจ้งเพราะคำสั่งทางปกครองที่เป็นหนังสือสามารถแจ้งได้หลายวิธี

            1.1 ผู้รับแจ้งได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่โดยตรง ก็มีผลทันทีเมื่อได้รับหนังสือ ตามมาตรา 69 วรรค 2

            1.2 เป็นการแจ้งโดยวิธีให้บุคคลนำไปส่ง คล้ายๆ กับการปิดหมายในทางแพ่ง คือนำไปวางที่ภูมิลำเนาแล้วปิดไว้โดยเจ้าพนักงานเป็นผู้รับรอง ตามมาตรา 70

            1.3 เป็นการแจ้งโดยไปรษณีย์ตอบรับ ตามมาตรา 71

            - ไปรษณีย์ตอบรับที่ส่งภายในประเทศ มีผลเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันที่สั่ง

            - ไปรษณีย์ตอบรับที่ส่งไปยังต่างประเทศ ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ส่ง

            1.4 การแจ้งกระทำโดยวิธีปิดประกาศไว้ ตามมาตรา 72 การแจ้งโดยวิธีนี้มีองค์ประกอบ 2 ข้อ

            (1) ต้องมีจำนวนคู่กรณี 50 คนขึ้นไป

            (2) ทันทีที่เขาเข้ามาเป็นคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องบอกไว้ว่าจะแจ้งโดยวิธีการปิดประกาศ ซึ่งให้มีผลนับจากวันที่ปิด ประกาศไปแล้ว 15 วัน

            1.5 การแจ้งโดยประกาศในหนังสือพิมพ์ มีองค์ประกอบ 3 กรณี ตามมาตรา 73

            (1) ไม่รู้ตัวผู้รับ

            (2) รู้ตัวแต่ไม่รู้ว่าภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน

            (3) รู้ตัวผู้รับและภูมิลำเนาของผู้รับ แต่มีผู้รับเกิน 100 คน ซึ่งมีผล 15 วันนับแต่วันแจ้ง

            1.6 การแจ้งโดยวิธีส่งแฟกซ์หรือทางเครื่องโทรสาร การแจ้งทางโทรศัพท์ให้ใช้ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น

            2. คำสั่งทางปกครองโดยวิธีอื่น พิจารณาง่ายๆ คือไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นหนังสือหรือด้วยวาจา เช่น สัญญาณมือของตำรวจจราจร สัญญาณธงของเจ้าหน้าที่การรถไฟ สัญญาณไฟกระพริบของประภาคาร มีผลทันทีเมื่อได้รับแจ้ง

                การสิ้นผลของคำสั่งทางปกครอง

            1. สิ้นผลด้วยการเพิกถอน อาจเพิกถอนโดยตัวเจ้าหน้าที่ที่ออกคำสั่งเอง เพิกถอนโดยผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ที่ออกคำสั่งทางปกครอง หรือเพิกถอนโดยศาลปกครอง

            2. สิ้นผลด้วยเงื่อนเวลา เช่นในใบอนุญาตแต่ละประเภทจะกำหนดไว้ว่าอนุญาตกี่ปี ถ้ายังไม่ครบตามที่กำหนดก็ยังมีผลอยู่ แต่ถ้าครบกำหนดแล้วใบอนุญาตก็สิ้นผล คำสั่งทางปกครองก็สิ้นสุด

            3. สิ้นผลด้วยเหตุอื่น คือ สิ้นผลโดยคำพิพากษาของศาล

ลอกบางส่วนบางตอนจาก http://203.157.114.10/homepage/mwdho/laws19.htm

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 1

  ภายหลังการรับจดทะเบียน

         เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วนั้น เจ้าของเครื่องหมาย การค้ามีสิทธิที่จะดำเนินการขอจดทะเบียนเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียน หรือขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า การต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้า และขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้
          การขอแก้ไขรายการทางทะเบียน
          หลัก การในการขอแก้ไขรายการในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ว่าจะเป็นเครื่อง หมายการค้าที่ผู้ขอจดทะเบียนยื่นเข้ามาและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของนาย ทะเบียน หรือเป็นเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนได้รับจดทะเบียนให้ไปแล้ว ในกรณีต่อไปนี้ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนเข้ามาใหม่ คือ
1.
ถ้าเป็นการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า
2.
ถ้าเป็นการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยการขอเพิ่มเติมรายการสินค้าในจำพวกเดียวกัน
          ทั้งนี้ ตัวเครื่องหมายการค้านั้นเอง และรายการสินค้า ถือว่าเป็นสาระสำคัญในการพิจารณาในเรื่องความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้า ดังนั้น หากจะมีการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าหรือเพิ่มเติมรายการสินค้าเข้ามา ในคำขอจดทะเบียนเดิมอาจทำให้การพิจารณาของนายทะเบียนผิดพลาดได้
          ดังนั้น ในการขอแก้ไขรายการทางทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มาตรา 52 จึงได้บัญญัติจำกัดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะขอแก้ไขรายการทางทะเบียนไว้ โดยกำหนดให้แก้ไขได้เฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้
        (1)
ยกเลิกรายการสินค้าบางอย่างที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
เงื่อนไขประการหนึ่งของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คือ จะต้องระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง การขอจดทะเบียนนั้น ผู้ขอจดทะเบียนอาจระบุรายการสินค้าในคำขอเดียวกันมากกว่าหนึ่งรายการก็ได้ ดังนั้นหากต่อมาภายหลังเจ้าของประสงค์จะยกเลิกรายการสินค้าบางอย่างที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ก็ย่อมที่จะดำเนินการได้
       
แต่ การขอเพิ่มเติมรายการสินค้าเข้ามาใหม่จากที่ขอจดทะเบียนไว้แต่เดิมนั้น นายทะเบียนจะไม่อนุญาตให้แก้ไข เพราะมีผลกระทบถึงเรื่องความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นได้ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
       
ดังนั้นถ้าหากท่านประสงค์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าที่ขอแก้ไขใหม่นั้นให้ได้ ท่านควรยื่นเป็นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเข้ามาใหม่ และเพื่อตัดปัญหาการโต้แย้ง กฎกระทรวง (พ.ศ.2535) ข้อ14 จึงได้กำหนดให้ผู้ขอที่ประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ หรือต้องการเพิ่มเติมรายการสินค้าในจำพวกเดียวกันให้ผู้ขอยื่นคำขอจดทะเบียนใหม่
        (2)
ชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ อาชีพของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นและของตัวแทน (ถ้ามี)
การขอแก้ไขชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ อาชีพ ของเจ้าของและตัวแทนนั้น เป็นรายการจดทะเบียนที่สามารถแก้ไขได้ตลอดเวลา แต่การขอเปลี่ยนชื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ท่านจะต้องแนบหลักฐานการเปลี่ยนชื่อแนบเข้ามาด้วย
        (3)
สำนักงานหรือสถานที่ที่นายทะเบียนสามารถติดต่อได้
สำนักงานหรือสถานที่ติดต่อได้นี้ เป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะสังเกตได้จากเมื่อท่านยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เงื่อนไขในการยื่นขอจดทะเบียน

        ประการหนึ่ง คือ ผู้ขอจดทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นหรือตัวแทน ต้องมีสำนักงานหรือสถานที่ที่นายทะเบียนสามารถติดต่อได้ตั้งอยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ และเมื่อเครื่องหมายการค้านั้นได้รับการจดทะเบียนแล้ว ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนเลิกตั้งสำนักงานหรือสถานที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย กฎหมายให้ นายทะเบียน มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ ตามมาตรา 59
       
ดังนั้น หากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนเคยระบุสถานที่ติดต่อไว้อย่างไร หากประสงค์จะเปลี่ยนแปลงสถานที่ที่ติดต่อ จึงควรยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขโดยระบุชื่อบุคคลและสถานที่ที่สามารถติดต่อได้ให้ชัดเจนไว้ทุกครั้ง เพื่อประโยชน์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้าเองที่จะได้รับหนังสือจากนายทะเบียนในการเตือนให้ทราบถึงวันครบกำหนดที่จะต้องต่ออายุ
       
ประโยชน์อย่างหนึ่งของสถานที่ติดต่อคือ เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอจดทะเบียนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 105 ให้ ถือสำนักงานหรือสถานที่ของบุคคลผู้ขอจดทะเบีนนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือตัวแทนตามที่ระบุไว้ในคำขอจดทะเบียนหรือที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นภูมิ ลำเนาของบุคคลดังกล่าว
        (4)
รายการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ปัจจุบันกฎกระทรวง (พ.ศ.2535) ข้อ 34 กำหนดให้รายการต่อไปนี้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ คือ

        4.1 ยกเลิกตัวแทน เป็นกรณีที่แต่เดิมในขณะยื่นคำขอจดทะเบียนมีการตั้งตัวแทนไว้ แต่ในภายหลังจะขอยกเลิกตัวแทน เจ้าของเครื่องหมายการค้าย่อมยื่นคำขอแก้ไขรายการเพื่อยกเลิกเลิกการเป็นตัวแทนได้
          ข้อที่ควรพึงระวังในการยกเลิกการเป็นตัวแทนก็คือ หากในการยื่นคำขอจดทะเบียนไว้แต่แรก ระบุว่า ในการติดต่อนั้น ให้นายทะเบียนติดต่อไปยังตัวแทนปรากฎอยู่แล้วเช่นนี้ ในการขอยกเลิกตัวแทน ท่านก็ควรที่จะแก้ไขสถานที่ที่ให้นายทะเบียนติดต่อใหม่ด้วย หากเดิมท่านระบุให้ติดต่อไปยังตัวแทนของท่าน
        4.2
ตั้งหรือเปลี่ยนตัวแทน ในการยื่นคำขอจดทะเบียนนั้น ท่านจะตั้งตัวแทนไว้หรือไม่ก็ได้ เมื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว หากประสงค์จะตั้งตัวแทนเพื่อมาดำเนินการแทนในภายหลังก็ย่อมดำเนินยื่นคำจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมทั้งกรณีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวแทนจากคนเดิมเป็นคนใหม่ก็ได้
        4.3
สัญชาติ ที่อยู่ และอาชีพของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ในกรณีที่เครื่องหมายการค้านั้น มีการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอยู่ด้วย การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับตัวคู่สัญญาซึ่งเป็นผู้รับอนุญาต เช่น สัญชาติ ที่อยู่ และอาชีพ ซึ่งเป็นข้อปลีกย่อยเล็กน้อย กฎหมายจึงอนุญาตให้แก้ไขได้
       
ดังนั้นรายการอื่นใดนอกเหนือจากที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้ข้างต้นนี้ จึงไม่ใช่รายการที่นายทะเบียนจะอนุญาตให้แก้ไข ซึ่งได้แก่ - การขอเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้า
-
การขอเพิ่มเติมรายการสินค้า
-
การขอแก้ไขคำอ่านคำแปลเครื่องหมายการค้า
       
ในการขอเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าหรือการเพิ่มเติมรายการสินค้านั้น แม้ในขณะที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียน ยังขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงต้องยื่นเป็นคำขอจดทะเบียนเข้ามาใหม่เป็นอีกหนึ่งคำขอ ดังนั้น ยิ่งถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว ยิ่งไม่อาจขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้า หรือเพิ่มเติมรายการสินค้าเข้ามาใหม่ในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเดิมนั้นไม่ได้เลย
       
สำหรับการขอจดทะเบียนแก้ไขคำอ่านคำแปลนั้น ตามหลักแล้วในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น หากเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายที่เป็นเครื่องหมายคำ หรือข้อความ ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศ กฎกระทรวง (พ.ศ.2535) และประกาศของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องดำเนินการดังนี้
        1.
จะต้องระบุคำอ่าน และคำแปลด้วย
        2.
ถ้าเครื่องหมายการค้านั้นไม่มีคำแปล ให้ระบุเฉพาะคำอ่าน และระบุคำแปลว่า แปลไม่ได้ ในคำขอจดทะเบียน
        3.
ถ้าเป็นภาษาอื่น ๆ ที่ทางราชการไม่มีพจนานุกรมเพื่อการอ้างอิง ให้ผู้ขอจดทะเบียนส่งคำรับรองคำอ่านและคำแปลเครื่องหมายการค้านั้น แนบมาพร้อมกับการขอจดทะเบียนด้วย
        4.
ถ้าเป็นภาษาจีน ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องระบุคำอ่านสำเนียงจีนแต้จิ๋ว และสำเนียงจีนกลาง และคำแปลควบคู่กันมาด้วย
       
ดังนั้น เมื่อระบุคำอ่านคำแปลเครื่องหมายการค้าไว้อย่างไรแล้ว การจะขอแก้ไขคำอ่านเครื่องหมายการค้านั้นในภายหลัง จึงกระทบการต่อการเก็บสารบบเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะโยงไปถึงการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าด้วย ดังนั้นกฎหมายเครื่องหมายการค้า จึงมิได้บัญญัติให้อำนาจนายทะเบียนในการอนุญาตให้แก้ไขในเรื่องนี้ไว้
       
การโอนสิทธิหรือรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้า
การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น มีได้ทั้งที่ยังเป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน และเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว กล่าวคือ
        1.
ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังอยู่ในระหว่างยื่นคำขอจดทะเบียน เรียกว่าโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียน โดยให้ผู้โอนหรือผู้รับโอนแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อนการจดทะเบียน ซึ่งการโอนมีผลนับแต่วันที่ยื่นคำขอโอน
        2.
ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว เรียกว่า การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียน
       
เมื่อกล่าวถึงการโอนเครื่องหมาย ให้รวมถึงการรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นด้วย  

   การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า อาจแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
          1.
การโอนสิทธิด้วยความสมัครใจของผู้โอนและผู้รับโอน
          2.
การโอนสิทธิโดยการรับมรดก
          3.
การโอนสิทธิจากการขายทอดตลาด
       
การโอนสิทธิด้วยความสมัครใจของผู้โอนและผู้รับโอน
เป็นการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าด้วยความสมัครใจของทั้งฝ่ายผู้โอนและผู้รับโอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
        1.
กรณีที่ผู้โอนและผู้รับโอนทำสัญญาโอน กรณีนี้เป็นกรณีที่มีสัญญาโอนโดยผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า และผู้รับโอนต่างได้ทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้ากันไว้ ซึ่งในการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้านั้น จะเป็นผู้โอนหรือผู้รับโอนเป็นฝ่ายนำสัญญาโอนนั้นมายื่นคำขอจดทะเบียนก็ได้
        2.
กรณีที่ผู้โอนและผู้รับโอนไม่ได้ทำสัญญาโอน แต่มาลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนโอนต่อหน้านายทะเบียน
          กรณีนี้จะไม่มีสัญญาโอน โดยเจ้าของเครื่องหมายการค้าและผู้รับโอนได้มาติดต่อนายทะเบียนเพื่อขอลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนโอนเพื่อให้นายทะเบียนเป็นพยาน โดยนายทะเบียน จะต้องบันทึกรับรองลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนไว้ในคำขอจดทะเบียนโอนดังกล่าวเพื่อหลักฐานด้วย
       
ข้อสังเกต ใน กรณีใช้เฉพาะผู้โอนซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้าและ ผู้รับโอนที่ประสงค์จะให้นายทะเบียนเป็นพยานรับรองการโอนเท่านั้น ไม่รวมถึงตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ

          การโอนสิทธิโดยการรับมรดก
กรณีนี้อาจแบ่งออกเป็น 2 กรณีได้ คือ
1.
กรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าผู้ตายทำพินัยกรรมหรือมีผู้จัดการมรดก
         
กรณีนี้ผู้รับพินัยกรรมหรือผู้จัดการมรดกเป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเป็นผู้ทำสัญญาโอนให้แก่ผู้รับโอน
2.
กรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือไม่มีการร้องขอต่อศาลตั้งผู้จัดการมรดก
       
ในการขอโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า จะต้องให้ทายาททุกคนทำหนังสือยืนยันว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ และไม่มีการร้องขอต่อศาลตั้งผู้จัดการมรดก และให้ระบุจำนวน ชื่อทายาทของผู้ตายทุกคน และความเกี่ยวพันระหว่างผู้ตายและทายาท พร้อมทั้งระบุว่า จะยกสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ให้แก่ทายาทคนใด พร้อมทั้งส่งหลักฐานการเป็นทายาทมาประกอบการขอจดทะเบียนโอนด้วย นอกเหนือจากเอกสารใบมรณะบัตร หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าถึงแก่ความตาย
         
สำหรับในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การตายโดยธรรมชาติของบุคคลธรรมดา จะนำมาใช้กับนิติบุคคลไม่ได้ นิติบุคคลจะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลต่อเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกนิติบุคคล และตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อดำเนินการชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของนิติบุคคล เมื่อชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของนิติบุคคลเรียบร้อยและแบ่งคืนเงินลงทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีจะต้องจดทะเบียนเสร็จการชำระต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทอีกคร้ง จึงจะถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270
         
โดยเหตุนี้ ถ้าในระหว่างการชำระบัญชี ถ้าผู้ชำระบัญชีได้ทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าให้แก่ผู้รับโอนคนใดไป ดังนี้ผู้ชำระบัญชีหรือผู้รับโอนมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นต่อนายทะเบียนได้
         
แต่ถ้าหากสัญญาโอนทำขึ้นมาภายหลังได้มีการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว เช่นนี้ นายทะเบียนไม่อาจพิจารณาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นให้ได้ เพราะทันทีเมื่อจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี อำนาจของผู้ชำระบัญชีย่อมสิ้นสุดลง (1)        

          การโอนสิทธิจากการขายทอดตลาด

          เมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นลูกหนี้ และศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ย่อมมีอำนาจอายัดสิทธิในเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียน ห้ามจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือจดทะเบียนทำให้ก่อภาระผูกพันใด ๆ ในเครื่องหมายการค้านี้ได้ และเมื่อเจ้าพนักงานดังกล่าวขายทอดตลาดสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ให้แก่ผู้ใด บุคคลผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นให้แก่ตัวเอง โดยแนบหนังสือของเจ้าพนักงานดังกล่าวที่มีถึงนายทะเบียนแนบเป็นหลักฐาน
         
สำหรับเอกสารประกอบที่ต้องมีทุกครั้งที่จดทะเบียนโอน คือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้โอนหรือผู้รับโอน และในกรณีที่ผู้โอนหรือผู้รับโอนเป็นนิติบุคคล ก็ให้แนบต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคล ซึ่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทออกให้ไม่เกิน 6 เดือนแนบประกอบการขอจดทะเบียนโอนด้วยทุกครั้ง พร้อมทั้งแนบต้นฉบับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าแนบคืนมาด้วย เพื่อนายทะเบียนจะได้ส่งคืนให้ผู้รับโอนต่อไปพร้อมทั้งหลักฐานการรับจดทะเบียนโอน

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 2

เงื่อนไขในการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า
         
ในการพิจารณาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า มีข้อที่ต้องระวังดังนี้
1.
จะต้องระบุด้วยว่า เป็นการโอนสิทธิหรือรับมรดกเฉพาะเครื่องหมายการค้าอย่างเดียว หรือเครื่องหมายการค้าพร้อมกิจการที่เกี่ยวข้อง
2.
ถ้าเครื่องหมายการค้านั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนได้จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายชุด จะต้องโอนหรือรับมรดกกันทั้งชุด
        3.
ถ้าจะโอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นอยู่ก่อนหน้าแล้ว จะต้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นก่อน
        4.
ถ้าเป็นการโอนสิทธิในเครื่องหมายรับรอง ผู้ รับโอนจะต้องแสดงต่อนายทะเบียนด้วยว่าตนมีความสามารถเพียงพอที่จะรับรอง คุณลักษณะของสินค้าหรือบริการตามที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับว่าด้วยการใช้ เครื่องหมายรับรองนั้นด้วย
          การต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
เครื่องหมายการค้าใด เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนให้ กฎหมายถือว่า วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น (2) โดยมีอายุการคุ้มครองถึง 10 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียน (3)
          ในการต่ออายุเครื่องหมายการค้านั้น เจ้าของเครื่องหมายการค้าใดที่ประสงค์จะต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตน ให้ยื่นคำขอต่ออายุต่อนายทะเบียนภายใน 90 วันก่อนวันสิ้นอายุ (4)
          ในการต่ออายุจะต้องระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะต่ออายุด้วย ทั้งนี้ผู้เป็นเจ้าของอาจใช้สิทธิต่ออายุเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าทั้งหมดที่ได้จดทะเบียนไว้ หรือจะขอต่ออายุเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าบางอย่างก็ได้ ซึ่งรายการสินค้าที่จะใช้ต่ออายุได้นั้น ต้องเป็นรายการสินค้าที่ได้เคยรับการจดทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น
          โดยปกติการขอต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้า จะต้องยื่นคำขอต่ออายุพร้อมกับชำระเงินค่าธรรมเนียมการต่ออายุมาพร้อมกัน แต่ในกรณีที่ไม่อาจชำระเงินค่าธรรมเนียมมาพร้อมกับการขอต่ออายุ ก็ให้ยื่นคำขอต่ออายุพร้อมหนังสือขอผ่อนผันการชำระเงินค่าธรรมเนียมต่อนายทะเบียน
          แต่ผู้ขอต่ออายุจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นอายุการจดทะเบียน มิฉะนั้น คำขอต่ออายุดังกล่าวไม่มีผลตามกฎหมาย .ซึ่งต่างกับการยื่นคำขอต่ออายุมาพร้อมกับเงินค่าธรรมเนียม
          การไม่ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนดเวลา กฎหมายให้ถือว่าเครื่องหมายการค้ารายนั้นได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้ว
          การจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า หมายถึง หนังสือสัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่าง
       
สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน
          สัญญาอนุญาต ฯ ที่จะนำมาจดทะเบียนได้นั้น อย่างน้อยต้องมีรายการในสัญญาต่อไปนี้
        1.
เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้าและผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าของผู้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง
        2.
สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น
        3.
ข้อตกลงที่ว่า ผู้ได้รับอนุญาต ฯ มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่ผู้เดียว หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้รับอนุญาต ฯ รายนี้ใช้เครื่องหมายการค้านี้อีกได้หรือไม่
       
รูปแบบของสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า
         
โดยทั่วไปนิยมทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า 3 รูปแบบ คือ
1.
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่เด็ดขาด (NON-EXCLUSIVE LICENSING AGREEMENT)
2.
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียว (SOLE LICENSING AGREEMENT)
3.
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (EXCLUSIVE LICENSING AGREEMENT)
       
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่เด็ดขาด
         
หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตน แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังมีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆ นอกเหนือจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิคนก่อน ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นได้อีก รวมทั้งเจ้าของเครื่องหมายการค้าก็ยังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง
       
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียว
         
หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียว แต่ตัดสิทธิเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆ ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง
       
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด
         
หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียวเท่านั้น โดยที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าเองก็ไม่มีสิทธิใช้และไม่มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้น (5)
         
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ เป็น การอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าของผู้รับอนุญาตโดยมี เงื่อนไขหรือข้อกำหนดในการให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถควบคุมคุณภาพ สินค้าของผู้รับอนุญาต ฯ ได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าหากในสัญญา ฯ มิได้มีข้อความดังกล่าว หรือระบุว่าผู้รับอนุญาตจะต้องรับสินค้ามาจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าเพียงแห่งเดียวเท่านั้น กรณีนี้ไม่อยู่ในข่ายจดทะเบียนสัญญาอนุญาต ฯ ต่อนายทะเบียน
         
ทั้งหมดนี้คือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายหลังจากที่เครื่องหมายการค้านั้นได้รับการจดทะเบียนแล้วว่ามีการจดทะเบียนอะไรบ้างโดยกว้าง เพื่อที่ท่านจะได้ทราบถึงการจดทะเบียนที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าของท่านในอนาคตข้างหน้า จะได้ดำเนินการให้ถูกต้องไม่สูญเงินค่าธรรมเนียมไปเปล่า เพราะเหตุที่นายทะเบียนไม่อาจอนุญาตให้จดทะเบียน
----------------------------------------------------------------------------
โดย... นายพิบูล ตันศุภผล
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานทะเบียนการค้า 8
นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า
19
กรกฎาคม 2548
-------------------------------------------------------------------------
(1)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 " ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี"
-
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 " หน้าที่ของผู้ชำระบัญชี คือชำระสะสางการงานของห้าง หุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการให้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น"
-
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270 "เมื่อการชำระบัญชีกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท สำเร็จลง ผู้ชำระบัญชีต้องทำรายงานการชำระบัญชีแสดงว่าการชำระบัญชีนั้น ได้ดำเนินไปอย่างใด และได้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นไปประการใด แล้วให้เรียกประชุมใหญ่เพื่อเสนอรายงานนั้น และชี้แจงกิจการต่อที่ประชุม
เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้ให้อนุมัติรายงานนั้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องนำข้อความที่ได้ประชุมกันนั้นไปจด ทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันประชุมนั้น เมื่อได้จดทะเบียนเสร็จแล้วดั่งนี้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำระ บัญชี "

(2)
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มาตรา 42
(3)
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 53
(4)
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 54
(5)
วัส ติงสมิตร เครื่องหมายการค้า ตัวบทพร้อมข้อสังเกตเรียงมาตรา และคำพิพากษาศาลฎีกา พิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า 417 (บันทึก ณ วันที่ 27 กค. 2548)
ข้อมูลจากเวป ดี.ไอ.พี.

http://www.ipthailand.org/ipthailand/index.php?option=com_content&task=view&id=326&Itemid=197


บทกรวดน้ำ

Tongue outTongue outการยอมรับความเท่าเทียมกันของสังคมคือการสร้างมิตรภาพที่ดีงามTongue outTongue out
Don't tell anyoneDon't tell anyoneDon't tell anyoneDon't tell anyoneDon't tell anyoneConfusedConfusedConfusedConfusedConfusedConfusedTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue outTongue out
Eye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rollingEye-rolling

วันนี้ พบบทกรวดน้ำ เหล่านี้ น่ารักดีน๊ะ

บทกรวดน้ำพิเศษ

บุญนี้ที่ทำ ขอเป็นข้าวน้ำ เครื่องทิพย์นานา
เป็นวิมานทอง เรืองรองโสภา กับทั้งนางฟ้า

พันหนึ่งบริวาร เครื่องทิพย์ทั้งนี้ ขอถึงชนนี
บิดาอย่านาน ถึงญาติมิตรทุกหมู่ ครูบาอาจารย์

พ้นทุกข์อย่านาน ได้วิมานทอง ฝูงเปรตทั้งหลาย
นรกอสุรกาย หมู่สัตว์ทั้งผอง กุ้งปลาปูหอย

ใหญ่น้อยเนืองนอง จงตั้งใจปอง รับเอาส่วนบุญ
สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ตัวเรานี้ไซร้ ได้ทำทารุณ

ด้วยกายและใจ ปากร้ายกองกูล รับเอาส่วนบุญ
อย่ามีเวรกรรม อินทราเทวา อีกทั้งพรหมา

ท้าวเวสสุวรรณ พระภูมิเจ้าที่ พระอาทิตย์พระจันทร์
อังคารพุธนั้น พระพฤหัสบดี พระศุกร์พระเสาร์

เทพเจ้าทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย สิบสองราศรี
อีกทั้งพระกาฬ โลกะบาลทั้งสี่ ครุฑธานาคี

กินรีกินรา เทพเจ้าทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย
จงโมทนา รับเอากุศล ผลบุญนี้หนา

ทั้งพสุธา คงคาวารี ชื่อว่าเข็ญใจ
ขอจงอย่าได้ ไปบังเกิดมี ความยากอย่าให้เห็น

ขอให้เป็นเศรษฐี คฤหบดี มนตรีพระยา
คนพาลอย่าให้พบ ขอให้ประสพ คนมีปัญญา

เดชะกุศล ขอให้พ้นจตุรา ขอให้ตัวข้า
พบพระศรีอาริย์ ได้ฟังคำสอน มีใจโอนอ่อน

สำเร็จอย่านาน ลุถึงเมืองแก้ว กล่าวแล้วคือ นิพพาน
ดับชาติสังขาร จากโลกโลกีย์ นิพพานะ ปัจจะโยโหตุฯ


นำมาจากเว็บของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โตพรหฺมรํสี

__________________
พลังจิตวิดีโอ http://vdo.palungjit.com

กรวดน้ำคว่ำถัง

(กลบททศประวัติ) 
กรวดน้ำเอ๋ย..เคยทำประจำอยู่
กรวดน้ำเอ๋ย..แด่ผู้ล่วงลับหาย
กรวดน้ำเอ๋ย..ส่งกุศลถึงคนตาย
กรวดน้ำเอ๋ย..แด่หญิงชายที่วายชนม์
กรวดน้ำเอ๋ย..เอ่ยพร่ำคำไขขาน
กรวดน้ำเอ๋ย..เผยจิตคิดหวังผล
กรวดน้ำเอ๋ย..ขอให้ญาติทุกคน
กรวดน้ำเอ๋ย..จงหลุดพ้นห้วงกรรม
กรวดน้ำเอ๋ย..ส่งซ้ำสรรพสัตว์
กรวดน้ำเอ๋ย..บ่งชัดตัดทางต่ำ

ทำบุญเอ๋ย..เคยเห็นเป็นรูปธรรม
ทำบุญเอ๋ย..ประจำนำสุขใจ
ทำบุญเอ๋ย..จบคำพร้อมคว่ำถัง
ทำบุญเอ๋ย..สมดังที่ขานไข
ทำบุญเอ๋ย..ขอปวงชนจงพ้นภัย
ทำบุญเอ๋ย..เสร็จไปใจยินดี
ทำบุญเอ๋ย..เอ่ยขอข้อแตกต่าง
ทำบุญเอ๋ย..คิดข้างทางสุขศรี
ทำบุญเอ๋ย..กันเถิดเกิดทั้งที
ทำบุญเอ๋ย..จะมีแต่รื่นรมย์


http://noknoi.com/pamoo/board/board.php?group=Pamoo&id=2892

ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน
อันตัวลูกได้ทำทาน............ เสร็จแล้ว
จึงยืมถังท่านสมภาร............ มากรวด น้ำเฮย
คนอื่นใช้ขวดและแก้ว.......... ลูกว่า เล็กไป

เพราะสิ่งหวังในใจลูก....... มากมี
ขึ้นศกใหม่ทั้งที.............. ต้องเริ่ด
จะขอเผื่อสามี ................ และบุตร ด้วยแฮ
ชวนมาวัดทำเชิ่ด ............. ทั้งลูก และผัว

หากชาติหน้าเกิดอีก.............. ฉันใด
ขอเกิดประเทศไทย .............. นะแม่
เกิดต่างแดนคงทำใจ.............. ลำบาก
ภาษาอังกฤษฉันแย่ .............. แต่เล็กจนโต

ขอให้สวยสุดหล้า........... ปฐพี
ได้ประกวดบนเวที........... หมู่บ้าน
มีสติปัญญาดี ................ มิโง่
ให้โลกสะเทือนสะท้าน ...... นี่แหละ หญิงไทย

ขอผัวที่ดี เก่ง ............ และรวย
ผัวกระบักกระบวย ......... ขอเว้น
มีผัวผิดคิดจนงงงวย ....... ผัวเหี่ยว
ได้ดั่งใจลูกจะเซ่น......... ด้วยกิ๊กหนึ่งคน

ถ้ามีลูกขอลูกอย่า...... ทิ้งฉัน
เวลาแก่ตัวมัน.......... ลำบากเน้อ
เลี้ยงโตแล้วทิ้งกัน.... หนีหมด
ปล่อยแม่คิดถึงเก้อ... นี่หรือลูกเรา

ขอตัดเวรกับเจ้าหนี้ ........ ทั้งปวง
ชาตินี้ไม่มีดวง.............. จ่ายให้
จงอย่าเสียเวลาทวง......... วานบอก ทีแม่
ชาติหน้าอาจจ่ายได้ ........ ถ้าผัวฉันรวย
_________________
การเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นมงคลต่อชีวิต
บ้านมหาดอทคอม




คานธี*-*

บาป 7 ประการในทัศนะคานธี

1.    เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ

  Politics without principles. 

2.    หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด

  Pleasure without conscience. 

3.    ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน

  Wealth without work. 

4.    มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี

  Knowledge without character. 

5.    ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม

  Commerce without morality. 

6.    วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์

  Science without humanity.

7.    บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสีย

Worship without sacrifice.

งานศูนย์นิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ -- ข่าวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศูนย์นิติศาสตร์ มธ.

เปิดให้บริการประชาชนทางด้านกฎหมาย

ทุกวัน เวลาราชการ  9.00-17.00 นาฬิกา





ห้องแบ่งให้เช่า

ห้องแบ่งให้เช่า เดือนละ1,500.บาท 
ห้องน้ำในตัว  39/4  ถนนศรีปิงเมือง
ซอย 3 ต.ช้างคลาน อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่
02200349  02278856  ติดต่อยายบุญชุม.
ใกล้แอร์พอร์ต โรบินสัน มหาลัยฟาร์อิสเทอร์น
 
 

ศูนย์นิติศาสตร์ รังสิต

ประตูเชียงราก

 

อาคารที่ทำการคณะนิติศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นอาคารขนาด 9 ชั้น มีขนาดพื้นที่ประมาณ 3,174 ตารางเมตร

 ตั้งอยู่ในพื้นที่กลุ่มอาคารสังคมศาสตร์ ด้านทางออกประตูเชียงรากของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ลักษณะอาคารเป็นรูป 3 แฉก เป็นอาคารที่ทำการรวมอยู่ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

โดยด้านหน้าอาคารคณะนิติศาสตร์มีอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ตั้งอยู่ ฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารยิม 5

ส่วนทางด้านทิศตะวันตกของตัวอาคารอยู่ใกล้กับลานพญานาค และด้านหลังอาคารทิศเหนืออยู่ใกล้กับอาคารเรียน

รวมกลุ่มสังคมศาสตร์ สร้างเสร็จและเริ่มใช้งานตั้งแต่ภาค1 ปีการศึกษา 2545 เพื่อรองรับงานด้านการจัดการเรียน

การสอนของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขที่ 99 หมู่ 18 ถนนพหลโยธิน

ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  12121  

โทร.0-2986-8303-4 โทรสาร 0-2986-8304

 

สำนักงานให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน ศูนย์นิติศาสตร์                                                                                      นอกจากการจัดตั้งสำนักงานให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน                                                                                    ที่คณะนิติศาสตร์ท่าพระจันทร์แล้ว ศูนย์นิติศาสตร์ยังได้มีการขยายงาน                                                                                โครงการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย แก่ประชาชนมาที่ศูนย์รังสิต                                                                                     เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชน และการช่วยเหลือ                                                                                     ประชาชนทางอรรคดี ในเขตพื้นที่ จังหวัดปทุมธานี อยุธยา นครนายก                                                                                      โดยจัดบุคลากรไว้คอยให้ปรึกษากฎหมายทุกวันในเวลาราชการ

โดยตั้งอยู่ด้านในอาคาร ชั้น

ลุงสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ที่ปรึกษาศูนย์นิติศาสตร์

80 ปี ชีวิต "สัมผัส พึ่งประดิษฐ์"

 

บทคัดย่อ : 

ประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองในยุคมืด เป็นภาพสะท้อนชีวิตการต่อสู้ของ สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ในขณะเดียวกัน จิตวิญญาณของสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ก็สะท้อนจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ที่เป็นสำนึกใหม่ เป็นผลจากระบอบการศึกษาที่เน้นคุณธรรม สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และพลังปัญญา ซึ่งผู้เขียนนำประวัติศาสตร์การต่อสู้เรียกร้อง ฯลฯ มาปูเป็นพื้นฐานสำหรับผู้อ่านจะได้เห็นภาพตัวตนของ สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ได้อย่างชัดเจนจากเรื่องราวชีวิตและอุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นบันทึกชีวิต 80 ปี ของลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ยุค มธก.

  - คณะลูกศิษย์ ศูนย์นิติศาสตร์

บางช่วงของบทความ      

ลุงสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ที่ปรึกษาศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงประสบการณ์ในช่วงการก่อรัฐประหารยุค 2494 ว่า ธรรมศาสตร์เป็นเป้าหมายของการทำรัฐประหาร ซึ่งในการทำรัฐประหารนั้นเปรียบได้กับการยิงกระสุนปืน 5 นัดใส่ธรรมศาสตร์ กระสุนนัดแรกนั้นเป็นการยิงใส่ครู-อาจารย์ เป็นผลทำให้อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยอพยพไปประเทศจีน ส่วนกระสุนนัดที่สอง เป็นการยิงตรงไปยังนักศึกษา ลิดรอนสิทธินักศึกษา และกระสุนนัดที่สามพุ่งไปที่มหาวิทยาลัย โดยการออกพระราชบัญญัติแก้ไขชื่อของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉยๆ พร้อมทั้งยกเลิกหลักสูตรการศึกษาโดยตัดวิชาการเมืองออกไป เพื่อไม่ต้องการให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

 

กระสุนลูกที่สี่นั้นสืบเนื่องจากการจัดการอภิปรายโต้วาทีคัดค้านการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเป็นผลทำให้นักศึกษาสาวคนหนึ่งต้องถูกเรียกตัวไปสอบสวนตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อจะเค้นให้ได้ว่าใครเป็นคนจัดและดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนกระสุนนัดสุดท้ายคือ การยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็นผลทำให้เหล่านักศึกษารวมตัวกันเป็นขบวนการเพื่อเรียกร้องเอามหาวิทยาลัยคืนมาและก็เป็นผลสำเร็จ ลุงสัมผัสเล่าว่า

 

จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้ชีวิตของการต่อสู้ ความเป็นประชาธิปไตยด้วยตัวเอง ไม่ใช่จากตัวหนังสือหรือทฤษฎี การที่ไม่สนใจการเมือง ส่งผลกระทบคือ ทำให้ทิศทางการเมืองจะถอยก็ไม่ได้ จะก้าวหน้าก็ไม่ได้ จะไปซ้ายก็ไม่ได้ จะไปขวาก็ไม่ได้ และทำอย่างไรการเมืองถึงจะฟื้น การมีแค่คุณธรรมไม่เพียงพอ ที่สำคัญคือต้องมีทิศทาง และจิตวิญญาณควบคู่ไปด้วย

สัมผัส พึ่งประดิษฐ์  กัลยาณมิตรผู้ร่วมชะตากรรมมาด้วยกันถึง 57 ปี  ตั้งแต่ปี 2495 ทั้งคู่ถูกจับกุมในข้อหากบฏภายในภายนอกราชอาณาจักร ร่วมกับบุคคลอีกหลายท่าน อาทิ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นต้น  ทั้งคู่เป็นคนรุ่นเกิดทันการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  2475  ได้ยินเสียงเพลง  24  มิถุนายน  มหาศรีสวัสดิ์ ดังกระหึ่มก้องไปทั่วสารทิศ  ได้เห็นการเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญในวันที่  10  ธันวาคม  2475  ตลอดมา  มีการเฉลิมฉลองที่แซ่ซ้องสรรเสริญคนดีของการสมโภชน์ไปทั่วประเทศ  ได้เกิดทันกบฏบวรเดช  ได้เห็นการรัฐประหาร  8  พฤศจิกา  2495  ได้เห็นขบวนการเสรีไทย  ได้เห็นกรณีสวรรคต  ได้สัมผัสด้วยตนเองจึงรู้ถึงบรรยากาศเหล่านั้นเป็นอย่างดี  และสัมผัส  พึ่งประดิษฐ์  นั้นได้สัมผัสกับท่านอาจารย์ปรีดี  ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์  เป็นผู้ประศาสน์การ  โดยตอนนั้นสัมผัสเป็นลูกศิษย์และเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง  สิ่งเหล่านี้จึงยังคงตรึงตาประทับตาประทับใจอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ 

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นำพาให้สัมผัส  พึ่งประดิษฐ์  ได้รู้จักกับสุพจน์ ด่านตระกูล  และมีความรู้สึกตรงกันกับสัจธรรม  ต่อความไม่แน่นอน  ความไม่เที่ยง  ต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมเหมือนกัน  ทั้งคู่ได้มาร่วมชะตากรรมอยู่ในคุกด้วยกัน  หลังออกจากคุกสัมผัสไม่ได้พบสุพจน์นานถึง 12 ปี  สัมผัสกล่าวถึงกัลยาณมิตรนามสุพจน์ ด่านตระกูล ว่า   “คุณสุพจน์เป็นคนธรรมดา  เป็นสามัญชน  เช่นเดียวกับพวกเรา ไม่มียศฐาบันดาศักดิ์  ไม่มีดีกรี  แต่เป็นคนที่มีคุณค่า  ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสัจธรรมอย่างไม่สะทกสะท้าน  แต่คุณสุพจน์เฉียบยิ่ง  ผมอยู่ใกล้แล้วศัตรูมองไม่เห็น  เปิดโปงความชั่วร้ยทั้งหลายที่ถูกบิดเบียน  คุณสุพจน์ต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน  อย่างไม่กลัวตาย  อันนี้เป็นจิตใจที่ผมเองต้องยอมรับ  ต้องเคารพเป็นแบบอย่างของนักต่อสู้เพื่อประเทศชาติ  คุณสุพจน์เป็นผู้ที่รอบรู้ในทฤษฎี ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ของโลก  เหตุการณ์ของประเทศ  รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา  ผมยังจำได้บทความขออุทิศความดีเล่มนี้ต่อท่านอาจารย์ปรีดี  พนมยงค์  ผู้นำประเทศชาติไปสู่ประชาธิปไตย  ขออุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับประชาชนที่รักชาติ  ขออุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับชาวมาร์กซิสต์  เลนินที่ซื่อสัตย์  และท่านได้เขียนในหนังสือ เหตุเกิดที่ศิริราช  เป็นหนังสือที่แสดงว่าท่านรู้ธรรมะอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่อ่านหนังสือหรืออ่านตำรา  เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์   และเข้าถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า ท่านเป็นนักทฤษฎี  นักปรัชญา  นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ  จากจำนวน  60  กว่าเล่มที่ผมคัดมา  หนึ่ง  ประวัติของท่านปรีดี พนมยงค์  เล่มที่สอง  แผนฆ่าปรีดี พนมยงค์  อีกเล่มหนึ่ง ปรีดีพูดถึงกรณีสวรรคต  และสถานการณ์บ้านเมือง  และนอกจากนั้นยังมีหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็คือ  พุทธศาสนากับคอมมิวนิสต์  แม้กระทั่งปทานุกรมการเมืองชาวบ้าน  มีลักษณะเป็นวิเคราะห์  วิพากษ์  วิจารณ์ทั้งทางทฤษฎีและทางพุทธ  ทั้งทางโลกและทางธรรมซึ่งผมคิดว่า  คุณสุพจน์เป็นลูกบ้านนอก   ไม่มีดีกรี  แต่ว่าผลงานที่ออกมานั้น  ผมเห็นแล้วว่าน่ายกย่องสรรเสริญและควรแก่การเทิดทูน


ศุนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์

ประวัติศูนย์นิติศาสตร์
 

            ศูนย์นิติศาสตร์ พัฒนามาจากกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาในอดีต ที่เรียกว่า "กิจกรรมนิติศึกษา" ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษานิติศาสตร์ ร่วมกระบวนการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 ซึ่งทำหน้าที่ให้ข้อมูลทางด้านข้อกฎหมาย ชี้แนะ ชี้ทางในประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของกลุ่มต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ในเชิงคดี โดยมีทนายความที่เป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์มาสนับสนุน หลังจากปี 2516 ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ มีแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ ชาวนา ในเรื่องการค้างค่าเช่าที่นา หนี้ของชาวนา ซึ่งเป็นส่วนเริ่มต้นที่ กลุ่มกิจกรรมนิติศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือและก็พัฒนาเรื่อย ๆ มา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ตุลาคม 2519 ที่มีการปราบปรามนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง ซึ่งเป็นโศกนาถกรรมที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยหลังจากนั้นกิจกรรมของนักศึกษาก็ถูกยุบลงไป ทำให้การกระทำกิจกรรมของนักศึกษาต้องทำในนามของคณะนิติศาสตร์ โครงการนิติศึกษา จึงกลายมาเป็น "โครงการเผยแพร่วิชานิติศาสตร์" หรือ คพน. ที่อยู่ภายใต้คณะนิติศาสตร์ ซึ่งจะมีอาจารย์เป็นผู้บริหาร และนักศึกษาเข้ามาทำกิจกรรมซึ่งแท้จริงแล้วการดำเนินงานก็ยังเป็น กิจกรรมนิติศึกษา เก่านั่นเองต่อมาก็มีแนวความคิดที่จะพัฒนาโครงการนี้ให้มีลักษณะที่เป็นทางการมากยิ่งขึ้น มีงบประมาณสนับสนุนที่ชัดเจน จึงยกฐานะจาก โครงการเผยแพร่กฎหมายวิชานิติศาสตร์ มาเป็น "ศูนย์นิติศาสตร์" ในทุกวันนี้

เพื่อสนองตอบต่อปรัชญาและปณิธานดังกล่าว ศูนย์นิติศาสตร์จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. เพื่อเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมาย

2. เพื่อฝึกอบรมให้นักศึกษามีทักษะในการใช้กฎหมายภาคปฏิบัติและมีคุณธรรมในการใช้วิชาชีพนักกฎหมาย

3. เพื่ออบรมและปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะเกิดความเป็นธรรมในสังคม

4. เพื่อศึกษาวิจัยปัญหากฎหมายกับสังคม ศูนย์นิติศาสตร์ก็เปรียบเสมือนประตู หน้าต่าง ของคณะนิติศาสตร์ไปสู่สังคม

ภารกิจหลักของศูนย์นิติศาสตร์

1. ภารกิจของศูนย์นิติศาสตร์ที่เกี่ยวกับนักศึกษา

           ศูนย์นิติศาสตร์มีภารกิจที่เกี่ยวกับนักศึกษาที่สำคัญ 2 ประการ คือ การส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมายให้
กับนักศึกษาและการอบรมและปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมใน
สังคม เพื่อบรรลุภารกิจดังกล่าว ศูนย์นิติศาสตร์มีแนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้

           1.1 ภารกิจในการส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมายให้แก่นักศึกษา
           ในเบื้องต้นได้มีการหารือร่วมกับคณบดีและรองคณบดีฝ่ายวิชาการในการที่จะพัฒนาให้มีการฝึกภาค
ปฎิบัติแก่นักศึกษา โดยมุ่งหมายเพื่อให้นักศึกษาของคณะส่วนใหญ่ได้มีโอกาสได้ฝึกภาคปฎิบัติ อันเป็น
พื้นฐานสำคัญในการนำไปใช้ในการประกอบอาชีพของนักศึกษาในโอกาสต่อไป

           1.2 ภารกิจในการอบรมและปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะก่อให้เกิดความ
เป็นธรรมในสังคม

           ศูนย์ฯ จะสนับสนุนกิจกรรมของนักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะก่อให้เกิด
ความเป็นธรรมในสังคม โดยสนับสนุนกิจกรรมการออกค่ายนักกฎหมายของนักศึกษารวมทั้งการจัดกิจกรรม
ในทางวิชาการที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับปัญหาความเป็นธรรมในสังคม

2. ภารกิจของศูนย์ที่เกี่ยวกับประชาชน
           เพื่อให้วัตถุประสงค์ของศูนย์นิติศาสตร์ในการเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมาย
และการ ศึกษาวิจัยปัญหากฎหมายกับสังคมบรรลุความมุ่งหมายศูนย์ฯมีแนวทางในการดำเนินการให้
บรรลุุวัตถุประสงค์ ดังกล่าวนี้

           2.1 การเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย
           การเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนนั้นศูนย์นิติศาสตร์มีแนวทางในการดำเนินการ
เผยแพร่ 3 แนวทาง ดังนี้
                ก. การเผยแพร่โดยการจัดทำหนังสือกฎหมายสำหรับประชาชน ซึ่งศูนย์ฯ ได้ดำเนินการมาโดย
ตลอด
                ข. การเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายตามโครงการสารสนเทศกฎหมายออนไลน์ที่จะมีขึ้นใน
อนาคต
                ค. เผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายทางวิทยุร่วมกับคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           2.2 การอบรมความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชน
           การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนจะแยกการอบรมออกเป็น 3 ระดับ คือ อบรมความรู้
แก่ประชาชนทั่วไป การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายเพื่อให้เป็นนักกฎหมายชาวบ้านและการอบรม
กฎหมาย สำหรับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

           (1) การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป
การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป เป็นการให้ความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
หรือกฎหมายที่ประชาชนกลุ่มนั้น ๆ ให้ความสนใจ โดยอาจจะแยกกลุ่มประชาชนที่จะอบรมออกเป็น 2
ประเภท ดังนี้

                       ก. กลุ่มผู้นำชุมชนท้องถิ่น ได้แก่ บรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
                       ข. กลุ่มประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจจะมีกรณีที่แตกต่างกันดังนี้
                            -โดยการประสานร่วมมือกับองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในการอบรมความรู้ทางด้าน
กฎหมายแก่ประชาชนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ
                            -โดยการร้องขอจากประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขอให้จัดให้มีการอบรมให้ความรู้กฎหมาย

             (2) การอบรมความรู้ด้านกฎหมายเพื่อให้เป็นนักกฎหมายชาวบ้าน
             การอบรมผู้นำชุมชนในระดับนี้ จะนำบุคคลที่มีความสนใจในการอบรมความรู้กฎหมายแก่ประชาชน
และบุคคลที่มีความสนใจที่ได้รับการเสนอจากองค์กรพัฒนาภาคเอกชนโดยการให้ความรู้กฎหมายในระดับ
นี้จะมีการจัดเตรียมหลักสูตรเฉพาะโดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เข้ารับการอบรมเป็นผู้สามารถใช้กฎหมายในเบื้องต้น
ได้ดังเช่นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนั้น หลักสูตรนี้จึงเน้นในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิทางด้านกฎหมายในแต่ละ
ด้าน รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาสิทธิว่า มีองค์กรใดที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของประชาชนบ้าง ดังนั้น การอบรมหลักสูตรนี้ จึงเน้นทางด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
             (3) การอบรมกฎหมายสำหรับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยร่วมกับโครงการบริการ สังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           2.3 การประสานงานร่วมมือกับองค์กรที่ทำงานกับประชาชนในภาคส่วนต่างๆ
           องค์กรที่ทำงานกับประชาชน เช่น องค์กรพัฒนาภาคเอกชนทั้งหลายนั้นในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของ
องค์กรพัฒนาภาคเอกชน ก็ขาดบุคลากรที่จะให้ข้อคิดเห็นในเรื่องทางกฎหมาย ศูนย์นิติศาสตร์ในฐานะที่เป็น
องค์กรที่สามารถประสานความรู้ในทางวิชาการด้านกฎหมายเพื่อสนับสนุนงานด้านกฎหมายแก่องค์กรพัฒนา
เอกชนทั้งหลายได้ โดยอาจประสานให้ความช่วยเหลือได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

ก. การให้ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา
เป็นการเฉพาะราย หรือการจัดการอบรมให้ความรู้ทางด้านกฎหมายเฉพาะเรื่อง
ข. การให้ความรู้ทางด้านกฎหมายหรือการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่องค์กรพัฒนาภาคเอกชน
ได้ทำงานร่วมกับประชาชนกลุ่มนั้น ๆ

2.4 การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยเหลือทางคดีแก่ประชาชน
การให้คำปรึกษากฎหมายแก่ประชาชน เป็นวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งของศูนย์ ฯ โดยการให้คำปรึกษา
โดยตรงที่ศูนย์ฯ หรือโดยผ่านทางโทรศัพท์ ผ่านทางจดหมาย และในอนาคตโดยผ่านทาง E - MAIL นอก
จากนี้ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือในทางคดีแก่ประชาชนด้วย

2.5 งานศึกษาวิจัยปัญหากฎหมายกับสังคม
ศูนย์นิติศาสตร์จะประสานความร่วมมือกับองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือ
ภาคเอกชน และนักศึกษาในการศึกษาปัญหากฎหมายกับสังคม ดังนี้
(1) การจัดการเสวนาทางวิชาการในประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายและสังคม
(2) จัดให้มีการศึกษาวิจัยในประเด็นปัญหาที่ควรมีการศึกษาในระดับลึก เพื่อเสนอแนวทางในการ
แก้ไขปัญหาของสังคม

วัตถุประสงค์ศูนย์     
เพื่อสนองตอบต่อปรัชญาและปณิธานดังกล่าว ศูนย์นิติศาสตร์จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.  เพื่อเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมาย

2.  เพื่อฝึกอบรมให้นักศึกษามีทักษะในการใช้กฎหมายภาคปฏิบัติและมีคุณธรรมในการใช้วิชาชีพ
นักกฎหมาย

3.  เพื่ออบรมและปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะเกิดความเป็นธรรมในสังคม

4. เพื่อศึกษาวิจัยปัญหากฎหมายกับสังคม

หลักการและเหตุผล

1. เพื่อให้การช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายแก่ประชาชนของศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนาและเหมาะสมต่อสภาพการช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายแก่
ประชาชนในปัจจุบันและที่จะขยายต่อไปในอนาคต

2. เพื่อฝึกอบรมวิชาชีพทางกฎหมายแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาและนักศึกษาวิชานิติศาสตร์ให้มี
ความรู้ความสามารถมีคุณธรรม และประสบการณ์ในการประกอบวิชีพทางกฎหมาย

3. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทางวิชาการและวิชาชีพทางกฎหมายให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาของ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะกรรมการศูนย์นิติศาสตร์ จึงเห็นสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยสำนักงาน
ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย

หลักเกณฑ์การช่วยเหลือและบริการทางกฎหมาย


การให้ความช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายแก่ประชาชนแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ

1 การให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดมูลค่าแก่ผู้มีฐานะยากจน ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามคำขอ

2 การให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลทั่วไปนอกจากที่กำหนดไว้ใน ข้อ 1 ซึ่งมีความประสงค์จะขอรับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน

การให้ความช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียและร้องขอความช่วยเหลือต่อสำนักงาน

2 เป็นการร้องขอให้ช่วยเหลือในเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

3 เป็นการร้องขอให้ช่วยเหลือด้วยความสุจริต

4 รูปคดีทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมีทางที่จะให้ความช่วยเหลือได้

การดำเนินงาน
   
 

ภารกิจหลักของศูนย์นิติศาสตร์

1. ภารกิจของศูนย์นิติศาสตร์ที่เกี่ยวกับนักศึกษา

           ศูนย์นิติศาสตร์มีภารกิจที่เกี่ยวกับนักศึกษาที่สำคัญ 2 ประการ คือ การส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมายให้
กับนักศึกษาและการอบรมและปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมใน
สังคม เพื่อบรรลุภารกิจดังกล่าว ศูนย์นิติศาสตร์มีแนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้

           1.1 ภารกิจในการส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมายให้แก่นักศึกษา
           ในเบื้องต้นได้มีการหารือร่วมกับคณบดีและรองคณบดีฝ่ายวิชาการในการที่จะพัฒนาให้มีการฝึกภาค
ปฎิบัติแก่นักศึกษา โดยมุ่งหมายเพื่อให้นักศึกษาของคณะส่วนใหญ่ได้มีโอกาสได้ฝึกภาคปฎิบัติ อันเป็น
พื้นฐานสำคัญในการนำไปใช้ในการประกอบอาชีพของนักศึกษาในโอกาสต่อไป

           1.2 ภารกิจในการอบรมและปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะก่อให้เกิดความ
เป็นธรรมในสังคม

           ศูนย์ฯ จะสนับสนุนกิจกรรมของนักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะก่อให้เกิด
ความเป็นธรรมในสังคม โดยสนับสนุนกิจกรรมการออกค่ายนักกฎหมายของนักศึกษารวมทั้งการจัดกิจกรรม
ในทางวิชาการที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับปัญหาความเป็นธรรมในสังคม

2. ภารกิจของศูนย์ที่เกี่ยวกับประชาชน
           เพื่อให้วัตถุประสงค์ของศูนย์นิติศาสตร์ในการเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมาย
และการ ศึกษาวิจัยปัญหากฎหมายกับสังคมบรรลุความมุ่งหมายศูนย์ฯมีแนวทางในการดำเนินการให้
บรรลุุวัตถุประสงค์ ดังกล่าวนี้

           2.1 การเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย
           การเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนนั้นศูนย์นิติศาสตร์มีแนวทางในการดำเนินการ
เผยแพร่ 3 แนวทาง ดังนี้
                ก. การเผยแพร่โดยการจัดทำหนังสือกฎหมายสำหรับประชาชน ซึ่งศูนย์ฯ ได้ดำเนินการมาโดย
ตลอด
                ข. การเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายตามโครงการสารสนเทศกฎหมายออนไลน์ที่จะมีขึ้นใน
อนาคต
                ค. เผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายทางวิทยุร่วมกับคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           2.2 การอบรมความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชน
           การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนจะแยกการอบรมออกเป็น 3 ระดับ คือ อบรมความรู้
แก่ประชาชนทั่วไป การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายเพื่อให้เป็นนักกฎหมายชาวบ้านและการอบรม
กฎหมาย สำหรับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

           (1) การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป
การอบรมความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป เป็นการให้ความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
หรือกฎหมายที่ประชาชนกลุ่มนั้น ๆ ให้ความสนใจ โดยอาจจะแยกกลุ่มประชาชนที่จะอบรมออกเป็น 2
ประเภท ดังนี้

                       ก. กลุ่มผู้นำชุมชนท้องถิ่น ได้แก่ บรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
                       ข. กลุ่มประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจจะมีกรณีที่แตกต่างกันดังนี้
                            -โดยการประสานร่วมมือกับองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในการอบรมความรู้ทางด้าน
กฎหมายแก่ประชาชนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ
                            -โดยการร้องขอจากประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขอให้จัดให้มีการอบรมให้ความรู้กฎหมาย

             (2) การอบรมความรู้ด้านกฎหมายเพื่อให้เป็นนักกฎหมายชาวบ้าน
             การอบรมผู้นำชุมชนในระดับนี้ จะนำบุคคลที่มีความสนใจในการอบรมความรู้กฎหมายแก่ประชาชน
และบุคคลที่มีความสนใจที่ได้รับการเสนอจากองค์กรพัฒนาภาคเอกชนโดยการให้ความรู้กฎหมายในระดับ
นี้จะมีการจัดเตรียมหลักสูตรเฉพาะโดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เข้ารับการอบรมเป็นผู้สามารถใช้กฎหมายในเบื้องต้น
ได้ดังเช่นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนั้น หลักสูตรนี้จึงเน้นในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิทางด้านกฎหมายในแต่ละ
ด้าน รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาสิทธิว่า มีองค์กรใดที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของประชาชนบ้าง ดังนั้น การอบรมหลักสูตรนี้ จึงเน้นทางด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
             (3) การอบรมกฎหมายสำหรับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยร่วมกับโครงการบริการ สังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           2.3 การประสานงานร่วมมือกับองค์กรที่ทำงานกับประชาชนในภาคส่วนต่างๆ
           องค์กรที่ทำงานกับประชาชน เช่น องค์กรพัฒนาภาคเอกชนทั้งหลายนั้นในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของ
องค์กรพัฒนาภาคเอกชน ก็ขาดบุคลากรที่จะให้ข้อคิดเห็นในเรื่องทางกฎหมาย ศูนย์นิติศาสตร์ในฐานะที่เป็น
องค์กรที่สามารถประสานความรู้ในทางวิชาการด้านกฎหมายเพื่อสนับสนุนงานด้านกฎหมายแก่องค์กรพัฒนา
เอกชนทั้งหลายได้ โดยอาจประสานให้ความช่วยเหลือได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

ก. การให้ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา
เป็นการเฉพาะราย หรือการจัดการอบรมให้ความรู้ทางด้านกฎหมายเฉพาะเรื่อง
ข. การให้ความรู้ทางด้านกฎหมายหรือการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่องค์กรพัฒนาภาคเอกชน
ได้ทำงานร่วมกับประชาชนกลุ่มนั้น ๆ

2.4 การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยเหลือทางคดีแก่ประชาชน
การให้คำปรึกษากฎหมายแก่ประชาชน เป็นวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งของศูนย์ ฯ โดยการให้คำปรึกษา
โดยตรงที่ศูนย์ฯ หรือโดยผ่านทางโทรศัพท์ ผ่านทางจดหมาย และในอนาคตโดยผ่านทาง E - MAIL นอก
จากนี้ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือในทางคดีแก่ประชาชนด้วย

2.5 งานศึกษาวิจัยปัญหากฎหมายกับสังคม
ศูนย์นิติศาสตร์จะประสานความร่วมมือกับองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือ
ภาคเอกชน และนักศึกษาในการศึกษาปัญหากฎหมายกับสังคม ดังนี้
(1) การจัดการเสวนาทางวิชาการในประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายและสังคม
(2) จัดให้มีการศึกษาวิจัยในประเด็นปัญหาที่ควรมีการศึกษาในระดับลึก เพื่อเสนอแนวทางในการ
แก้ไขปัญหาของสังคม

วัตถุประสงค์ศูนย์     
เพื่อสนองตอบต่อปรัชญาและปณิธานดังกล่าว ศูนย์นิติศาสตร์จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.  เพื่อเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมาย

2.  เพื่อฝึกอบรมให้นักศึกษามีทักษะในการใช้กฎหมายภาคปฏิบัติและมีคุณธรรมในการใช้วิชาชีพ
นักกฎหมาย

3.  เพื่ออบรมและปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะเกิดความเป็นธรรมในสังคม

4. เพื่อศึกษาวิจัยปัญหากฎหมายกับสังคม

หลักการและเหตุผล

1. เพื่อให้การช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายแก่ประชาชนของศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนาและเหมาะสมต่อสภาพการช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายแก่
ประชาชนในปัจจุบันและที่จะขยายต่อไปในอนาคต

2. เพื่อฝึกอบรมวิชาชีพทางกฎหมายแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาและนักศึกษาวิชานิติศาสตร์ให้มี
ความรู้ความสามารถมีคุณธรรม และประสบการณ์ในการประกอบวิชีพทางกฎหมาย

3. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทางวิชาการและวิชาชีพทางกฎหมายให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาของ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะกรรมการศูนย์นิติศาสตร์ จึงเห็นสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยสำนักงาน
ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย

หลักเกณฑ์การช่วยเหลือและบริการทางกฎหมาย


การให้ความช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายแก่ประชาชนแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ

1 การให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดมูลค่าแก่ผู้มีฐานะยากจน ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามคำขอ

2 การให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลทั่วไปนอกจากที่กำหนดไว้ใน ข้อ 1 ซึ่งมีความประสงค์จะขอรับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน

การให้ความช่วยเหลือและบริการทางกฎหมายจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียและร้องขอความช่วยเหลือต่อสำนักงาน

2 เป็นการร้องขอให้ช่วยเหลือในเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

3 เป็นการร้องขอให้ช่วยเหลือด้วยความสุจริต

4 รูปคดีทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมีทางที่จะให้ความช่วยเหลือได้

http://www.tulawcenter.com/article_view.php?book1=21


 

พ่อชอบเพลงนี้

คำสัญญาที่หาดใหญ่
ยิว
Bm/A/D/Em/Bm

                Bm         A               D                Em     A             Bm
 ก่อนจากกันไป เหลือไว้เพียงคำสัญญา  ที่ชานชาลาส่งเธอขึ้นบนรถไฟ

                   D                  Bm                        Em    A              Bm
หาดใหญ่ยามนี้ความรักยังมีมากมาย  รักด้วยหัวใจ ฝากไว้เพียงคำสัญญา

              Bm     A             D                             Em       A              Bm
* หากเอ่ยคำลาน้ำตาฉันคงต้องหลั่ง เรื่องราวความหลัง  จดจำทุกลมหายใจ

            D                   Bm                  Em       A                Bm      
แต่ในวันนี้ความรักที่มาจากไป สิ้นเสียงรถไฟ  ฝากไว้เพียงรอยน้ำตา

     D          A                  Bm
** วอน ขอวอนพระจงคุ้มครอง
             Em       A            Bm
ให้เราทั้งสองกลับมารักกันอีกหน
                 D        A              Bm
ตราบจนอาทิตย์ลับไปไร้ความมืดมน
         Em               A            Bm
ให้ฝนพร่างพรมหลั่งมาชะโลมดวงใจ

          Bm        A             D                          Em        A            Bm
เธอโบกมือลาแก้วตาเธออย่าร้องไห้ ไม่เปลี่ยนแปรไป  หากใจเรายังมั่นคง
             D           A                  Bm                    Em      A              Bm
สบตาอีกครั้ง  ฝากรักแทนความห่วงใย แว่วเสียงรถไฟ หวั่นใจรักไม่กลับมา

                
ซ้ำ */**

ชอบดูข่าวทางการเมืองจากทีวี
หนังสือพิมพ์
และชอบสีฟ้า  สัตว์เลี้ยงที่ชอบคือไก่
กีฬา ที่ชอบ คือมวย  บอล ไก่ชน
ชอบตักบาตร มาตั้งแต่จำความได้
ชอบให้ภรรยาและลูกไปวัด
ชอบให้ไปรดน้ำดำหัวปู่ย่าตายายญาติผู้ใหญ่
 
และ พ่อชอบให้ลูกหลานสบาย
พ่อชอบให้เงินหลานและตามใจ
เพราะกลัวหลานไม่รักนิ
 
 
 
 
 
 

สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา

ไม่ว่าจะต่อหน้าและลับหลังคน  ต้องวางตัวให้เหมือนกัน

      %%% ปัญหาที่เกิดขึ้น %%% 

  1. การเบิกค่าใช้จ่ายไม่ได้ดังใจ(ขันที)

  2. การให้รางวัลที่ไม่ถูกใจผู้รับ(หม้อ)
  3. การเปลี่ยนค่าเช่าและสัญญาเช่า  ชุดแรกเป็นคำเสนอ ชุดสองเป็นสัญญา
  4. การติดตามที่ดินคืน
  5. การแบ่งพรรคแบ่งพวก
  6. การไล่ที่อาชีพของชาวบ้าน
  7. คนบางกลุ่มถูกเข็มงวดในการทำงาน
  8. ความต้องการในการปรับภูมิทัศน์
  9. คนที่ทำงานถูกด่าคนที่ไม่ทำงานไม่ถูกด่า
  10. การมอบหมายงานให้คนหนี่งคนที่รับมอบไม่ได้ดูแล แต่ให้คนอื่นทำ
  11. ผลประโยชน์อื่นๆๆอีกมากมาย  ฯลฯ   (เป็นสาเหตุมาจากข่าวที่ถูกจับผิด )  สถานที่ทุกสถานที่ย่อมมีมุมมืด มีพระอาทิตย์ ย่อมมี พระจันทน์ 

จดหมายเปิดผนึก คัดค้านการจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าวและการแอบอ้างใช้ชื่อข้าวขาวดอกมะลิของสหรัฐอเมริกา

จดหมายเปิดผนึก  คัดค้านการจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าวและการแอบอ้างใช้ชื่อข้าวขาวดอกมะลิของสหรัฐอเมริกา

22 กรกฏาคม 2541
เรื่อง คัดค้านการจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าวและการแอบอ้างใช้ชื่อข้าวขาวดอกมะลิ
เรียน เอกอัคราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
ตามที่บริษัทไรซ์เทคซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับสิทธิบัตร(Patent)ในข้าวพันธุ์บัสมาติ(Basmati)จากสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐตามสิทธิบัตรหมายเลข # 5663484 อีกทั้งยังได้รับใบรับรองการคุ้มครองพันธุ์พืช( Plant Variety Protection Certificated) หมายเลข # 9000075 ในข้าวพันธุ์ จัสมาติ และได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าชื่อ "จัสมาติ" (Jasmati) ซึ่งอ้างว่าเป็นข้าวขาวดอกมะลิไทย ดังรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศและการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องของสื่อมวลชนในประเทศไทย นับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา
กลุ่มชาวนาปลูกข้าวขาวดอกมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ในฐานะตัวแทนชาวนา 5 ล้านคนที่ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ และเครือข่ายคุ้มครองพันธุ์พืชไทยซึ่งเป็นเครือข่ายของเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุติการดำเนินการใดๆเพื่อผูกขาดและครอบครองพันธุ์พืชจากประเทศไทย อินเดีย และประเทศโลกทีี่สามอื่นๆรวมทั้งให้ยุติการสนับสนุนการแอบอ้างหาผลประโยชน์ทางการค้าที่ได้มาจากมรดกภูมิปัญญาของประเทศโลกที่สาม ทั้งที่ดำเนินการภายใต้นโยบายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาของรัฐบาลสหรัฐ และนโยบายเรื่องเดียวกันนี้ในข้อตกลงการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา ในองค์การค้าโลก ดังต่อไปนี้

1) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐถอดถอนสิทธิบัตรพันธุ์ข้าวบัสมาติรวมทั้งยุติแผนการใดๆของบริษัทไรซ์เทคและบริษัทอื่นๆในสหรัฐอเมริกาที่จะจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ และพันธุ์พืชพื้นเมืองจากประเทศไทยและประเทศโลกที่สามอื่นๆ  ชาวนาไทยและชาวนาอินเดียได้ใช้เวลายาวนานนับร้อยนับพันปีในการคัดเลือกเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวจนได้สายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ และพันธุ์ข้าวบัสมาติจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก การที่บริษัทในสหรัฐอเมริกานำพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไปผสมหรือเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเพียงเล็กน้อยแล้วนำไปจดสิทธิบัตรเพื่อผูกขาดการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชนั้นทั้งหมด ก็คือการปล้นสะดมภ์ทรัพยากรชีวภาพจากประเทศโลกที่สามเพื่อความมั่งคั่งของประเทศอุตสาหกรรม และปิดกั้นมิให้ชาวนายากจนเข้าถึงพันธุกรรมซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าของมาก่อน
2) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการจดเครื่องหมายการค้าของรัฐบาลสหรัฐถอดถอนชื่อจัสมิน(Jasmine) จัสมาติ(Jasmati) หรือชื่อเครื่องหมายการค้าอื่นๆที่ทำให้ผู้บริโภคและสาธารณชนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าเป็นข้าวขาวดอกมะลิ(Jasmine)ของไทย  คุณสมบัติทั้งหมดของข้าวขาวดอกมะลิอันได้แก่คุณภาพการหุง กลิ่นหอม และรสชาตินั้น ได้มาจากทั้งลักษณะทางพันธุกรรมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ วัฒนธรรมการปลูกข้าว และลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ปลูก ดังนั้นการใช้ข้าวพันธุ์อื่นและปลูกในพื้นที่อื่นดังกรณีข้าวจัสมาติ จึงไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นพันธุ์ข้าวหอมมะลิโดยประการทั้งปวง
3) ประชาชนและชาวนาไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุติการบีบบังคับทั้งโดยตรง เช่นการใช้มาตรา 301 และโดยการผลักดันผ่านองค์การค้าโลก ภายใต้ข้อตกลงเรื่องการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (Trips) ให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องออกกฏหมายสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต และระบบกฏหมายทรัพย์สินทางปัญญาตามแบบแผนของประเทศอุตสาหกรรรม ทั้งนี้เนื่องจากกรอบกฏหมายดังกล่าวคือเครื่องมือในการถ่ายโอนสิทธิในทรัพยากรชีวภาพจากประเทศโลกที่สามไปสู่เงื้อมมือของบรรษัทข้ามชาติและประเทศอุตสาหกรรม นี่คือการปล้นและผูกขาดทรัพยากรชีวภาพในนามของ "ข้อตกลงระหว่างประเทศ" และการบีบบังคับทางการค้า
รัฐบาลของท่านอ้างว่าประเทศโลกที่สามละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ความเสียหายดังกล่าวมีค่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีบริษัทเอกชนในสหรัฐอเมริกานำเอาพันธุ์พืชจากประเทศโลกที่สามไปใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมยาและการเกษตร ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ต่อปี เราเขาเรียกร้องสิทธิที่อันชอบธรรมในนามของของชาวนาและชุมชนท้องถิ่นในประเทศโลกที่สามทั้งหมด หมดเวลาแล้วสำหรับให้ผู้ยากจนเหล่านี้เสียสละสิทธิและประโยชน์ของพวกเขาเพื่อผู้ร่ำรวยในประเทศอุตสาหกรรม
กลุ่มชาวนาปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และเครือข่ายคุ้มครองพันธุ์พืชไทยจะร่วมมือกับประชาชนชาวไทยทุกกลุ่มเพื่อสนับสนุนให้ร่างกฏหมายคุ้มครองพันธุ์พืชซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2541 ให้ผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติโดยเร็ว และจะขอต่อต้านการแทรกแซงในทุกรูปแบบของบรรดาบรรษัทข้ามชาติและรัฐบาลของประเทศอุตสาหกรรมบางประเทศซึ่งไม่ปราถนาให้ไทยและประเทศกำลังพัฒนาออกกฏหมายเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชท้องถิ่น เหมือนดังกรณีที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้เคยทำจดหมายแทรกแซงร่างกฏหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเมื่อกลางปี 2540 ที่ผ่านมา
ในนามของชาวนาและประชาชนไทย เราขอประกาศต่อสู้ให้ถึงที่สุดต่อการปล้นสะดมภ์ทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาไทย และจะเคลื่อนไหวในทุกวิถีทางเพื่อให้ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ประการบรรลุผลโดยเร็ว

ขอแสดงความนับถือ

กลุ่มชาวนาปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้
เครือข่ายคุ้มครองพันธุ์พืชไทย
โทรศัพท์ 4708601, 9775209
http://www.geocities.com/Athens/Troy/2909/Misc/P147380.html

วันนี้พบบทความนี้ น่าสนใจPatent and Public interest

ข้อความจากเวปhttp://countervailing.wordpress.com/2009/01/29/patentandpublicinterest/

Patent and Public interest

การบรรยาย ในหัวข้อเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญากับการออกแบบผลิตภัณฑ์

วันที่ 28 มกราคม 2552 ระหว่างเวลา 13:00-16:30

รายละเอียด http://www.tcdc.or.th/events.php?act=view&id=197  

ปัญหาของนักออกแบบที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรื่องขาดไอเดียแต่เป็นข้อกฎหมายที่ใช้ใน

การต่อรองทางธุรกิจ ผมพยายาม นำเสนอ TCDC เกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน ผู้บรรยายให้ความกระจ่างมาก

แต่ยังมีเรื่องการสนับสนุนให้มีการรวบตัวของนักออกแบบอีกที่อยากเห็น

แค่ทำweb กับเก็บนามบัตร งบ TCDC เยอะน่าจะทำได้ดีกว่านี รอดูอยู่ครับ

http://countervailing.wordpress.com/2008/01/14/thaifreelancedesigner/

ผู้บรรยายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องระเบียบวิธี คำนิยาม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน

ที่ไม่สามารถจับต้องได้ มาจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา   ที่ว่า ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้

มาจากภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Intangible การมีกรรมสิทธ์ เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง

ที่ใช้ระบุว่าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กรรมสิทธ์เป็นตัวบ่งว่าผลกำไรที่เกิดจาก

ความพยายามของเราจะเป็นของเราแน่ๆ  การปักปันดินแดนประเทศเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า

เขตนี้เป็นของใคร ก็เกิดจากแรงผลักดันจากระบบทุนนิยม ในศวรรษที่ 19 นี้เอง

 

ถ้าแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่า John Lock กล่าวว่าอย่างไร การที่ใครจะมีกรรมสิทธ์เหนือทรัพย์สินที่จับต้องได้

เช่น บ้าน รถ ที่ดิน ต้องอาศัยสถาบันเพื่อค้มครองสิทธินั้นๆ เช่น กรมที่ดิน กองทะเบียน เป็นต้น และ

จำเป็นต้องเป็นสถาบันที่ ถูกรับรองโดยอำนาจกลางนั้นก็คือ อำนาจรัฐ หมายความว่า ถ้าอำนาจรัฐเป็น

กลางสิทธิต่างๆก็จะเกิดจากความพยายามโดยสุจริต แต่ถ้ารัฐเอียง สิทธิก็จะเอียงไปตามอำนาจรัฐ ดังนั้นรัฐต้องยุติธรรม

กรมทรัพยสินทางปัญญาเป็นสถาบันใหม่ของรัฐไทย ที่ว่าใหม่ก็เพราะดันไปเปรียบเทียบกับ 

กรุงเวนิชที่มีการใช้ patent มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1474  การจัดตั้งสถาบันทรัพย์สินทางปัญญา เข้าใจว่า

เป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเปิดตลาดเสรีของไทย ในปี ค.ศ. 2015  สินค้าไม่มีภาษี และลอกเลียนแบบกันไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม กรรมสิทธ์ส่วนบุคคลก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับรัฐไทยอยู่ดี ถ้านำไปเปรียบเทียบกับ

ระยะเวลาที่เกิดอารายธรรมของโลก (ในประเทศไทย ประชาชนทั่วไปมีสิทธิบนที่ดิน เมื่อไม่ถึงร้อยปีมานี้เอง)

อย่างไรก็ตามระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลก็มีวิวัตนาการมาอย่างต่อเนื่อง และพัฒนามากในประเทศทุนนิยม

ก้าวหน้า จนมีฝรั่งพวกหนึ่ง ถึงขนาดเปิดให้จับจองที่ดินบนดวงจันทร์ เป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อหลายปีก่อน

แม้เป็นเรื่องขำๆ ที่ไม่มีรัฐไหนรับรองสิทธิบนดวงจันทร์ แต่ผู้คิดก็ได้เงินได้ทองไปพอสมควร   

งานบรรยายนี้ จัดเป็นประจำที่ศูนย์อบรมของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรียกได้ว่า มีหรือไม่มี TCDC

เขาก็ทำกันอยู่แล้ว แต่การนำมาจัดบรรยายที่เอ็มโพเรียม แม้ความรู้จะตัวเดียวกัน แต่ผมก็เห็นด้วยว่า

ดูดีกว่าจริงๆ http://iptraining.moc.go.th/เกยวกบIPTC/tabid/81/Default.aspx  หวังว่า คงได้ประโยชน์

กับเนื้อหาการบรรยายนะคัรบ

 

ส่วนคำถามของผม ก็คือ ถ้ามีผู้ขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐของเขาขึ้นมา สมมุติว่าเป็น ยารักษาโรคไร้ยางอาย

ซึ่งเป็นที่ต้องการของสังคมมาก เขาสามารถจดได้เพราะไม่เคยมีใครคิดมาก่อน แต่ปรากฏว่า วิธีการผลิตล้าสมัย

ทำให้ต้นทุนการผลิตยาสุง สังคมก็ยังขาดโอกาศที่จะใช้ยานี้ เนื่องจากถูกกีดกั้นด้วยราคา คนไร้ยางอาย

ยังเดินอยู่เต็มไปหมด แต่ถ้ามีอีกคนหนึ่งค้นคิดวิธีการผลิตยานี้ได้ ในราคาที่ถูกลงมาก สามารถตอบสนอง

ความต้องการของสังคมได้ทั้งหมด คำถามก็คือว่า เขาสามารถผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ได้หรือไม่

 

คำตอบก็ คือ ไม่ได้ เพราะสิทธิบัตรคุ้มครอง ความคิด

หมายความว่าก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครคิดว่า โรคไร้ยางอายจะ รักษาได้ด้วยยา พอมีคนคิดแบบนี้ขึ้นมา

เขาจะตีความว่า เป็นแรงบันดาลใจมีให้มีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต (โดยไม่สนใจว่า อีกคนหนึง

อาจจะกำลังคิดอยู่แต่ทดลองให้มีต้นทุนคุ้มก่อนจึงจะไปขอ สิทธิบัตร)

ผมก็ทักว่า แบบนี้สังคมก็เสียโอกาศ ลดประชาชนไร้ยางอาย ซิครับ  ผู้บรรยายแนะนำว่า

ก็ให้คนที่คิดวิธีลดต้นทุนขายดังกล่าว เสนอขายผู้ที่มีสิทธิบัตรยาไร้ยางอายซิ เพราะ วิธีนี้ก็

จดทะเบียนขอสิทธิบัตรได้เหมือนกันและเจ้าของสิทธิบัตรยาไร้ยางอาย ก็ต้องการวิธีการเช่นนี้

 

สังคมจะได้บริโภค ยาไร้ยางอายในราคาที่เหมาะสม ถ้าผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายลงตัว

แต่ถ้าผู้ที่คิดวิธีลดต้นทุน การผลิตยาไร้ยาง ไม่ยอมเนื่องจากคิดว่าตัวเองก็มีไอเดียนี้อยู่ก่อนแล้ว

แค่ลงทุนหาวิธีลดต้นทุนเพื่อตอบสนองสังคมทั้งหมดก่อนจึงเสนอขอสิทธิบัตร เขาก็จะไม่ได้อะไรเลย

สังคมก็ไม่ได้ผลประโยชน์เท่าที่ควร  คนไร้ยางอายก็ยังไม่ได้รับการรักษา ต้องรอจนกว่าหมดเวลา

การคุ้มครองตามกฏหมายของสิทธิบัตร ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ทนรอกันหน่อยนะครับ 

 

เรื่องระยะเวลาในการคุ้มครองนี้ เป็นหัวข้อสำคัญที่อยู่ระหว่างการต่อรอง FTA ไทย-อเมริกา จับตาดูกันดีดี นะครับ  ขอบอกว่า สำคัญ สำหรับทุกคน

 อีกเรื่องที่ผมถามก็คือ กรณี ข้าวหอมมะลิ อันโด่งดัง ได้รับความชัดเจนมากขึ้นครับไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังจากนี้

 

ก็เป็นอีกมุมมองนะครับ หน้าที่ผมก็แค่ กระตุ้กต่อมคิด ตามสโลแกนของ ผู้ก่อตั้งละครับ

 

พบบทความนี้ คิดว่าอย่างไร ??"โจรกรรมวิชาการ" ผิดกฏหมายหรือไม่

ในวงการวิทยาศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมีการเขียนรายงานทางวิชาการ ซึ่งจะเป็นทั้งหลักฐานและการต่อยอดความรู้อันไม่รู้จบ แต่นอกจากการจงใจแล้ว หลายครั้งที่ความอ่อนด้อยทางภาษา ทำให้หลายคน "โจรกรรมวิชาการ" คนอื่นโดยไม่รู้ตัว
       
       ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวไว้ในการบรรยายเรื่อง "โจรกรรมทางวิชาการ" ภายในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 มี.ค.52 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้เข้าฟังด้วยว่
       
       ศ.นพ.ยง อธิบายว่า โจรกรรมทางวิชาการ หรือ Plagiarism นั้น คือการคัดลอกหรือขโมยผลงานคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แต่ทั้งนี้แปลว่า "โจรกรรม" อาจจะไม่ตรงตามความหมายที่แท้จริงเท่าใดนัก และไม่มีภาษาไทยที่ตรงกับคำนี้ ซึ่งโดยส่วนตัว ศ.นพ.ยงเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ยุคก่อนๆ เช่น หลุยส์ ปาสเตอร์คงไม่รู้จักคำนี้ เพราะไม่ทำพฤติกรรมนี้ การเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในสายเลือด มิได้หวังผลประโยชน์ตอบแทน แต่สมัยนี้มีการขโมยหรือเอาผลงานคนอื่นมา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
       
       “แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดจริยธรรม การลอกทั้งหมดหรือบางส่วนก็ผิดทั้งนั้น การคัดลอกตัวเองก็ไม่สมควร การคัดลอกตัวเองคือนำผลงานที่ตีพิมพ์แล้ว ส่งตีพิมพ์ในอีกวารสาร หรือส่งตีพิมพ์พร้อมๆ กันหลายวารสาร ด้วยผลงานเดียวกัน ซึ่งแม้จะเป็นวารสารต่างภาษาก็ทำไม่ได้ ผิดจริยธรรมทั้งนั้น แต่ถ้าส่งผลแล้วถูกปฏิเสธ สามารถแก้ไขตามคำแนะนำ แล้วค่อยส่งไปอีกฉบับหนึ่งสามารถทำได้" ศ.นพ.ยงกล่าว
       
       ทั้งนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย เซาธ์เวสต์ เท็กซัส (Southwest Texas University) สหรัฐฯ ได้พัฒนาโปรแกรมตรวจสอบงานวิจัยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีงานวิจัยที่มีความคลับคล้ายคลับคลา กับงานวิจัยของคนอื่นอยู่จำนวนมาก และยังพบด้วยว่ามีงานวิจัยที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่า จะเป็นการโจรกรรมผลงานคนอื่นหรือผลงตัวเอง ส่วนมากมักเป็นรายงานการวิจัยจากประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
       
       นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นจากจุฬาฯ ยังได้ยกตัวอย่างหลายๆ ผลงานที่อยู่ในข่ายของการโจรกรรมทางวิชาการ เช่น การนำภาพถ่ายของผู้อื่น มาใส่ในผลงานของตัวเอง เป็นที่น่าสงสัย เนื่องจากทำการทดลองในคนไข้คนละคนซึ่งอยู่กันคนละประเทศ และการถ่ายภาพให้เหมือนกันเป็นเรื่องยาก บางงานวิจัยได้ทำวิจัยจริง แต่ใช้ผลงานผู้อื่นมาเปลี่ยนเพียงใส่ตัวเลขของผลงานเราเข้าไปแทน
       
       “สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ cut and paste (ตัดแล้วแปะ) หรือการทดลองวิทยาศาสตร์ แม้จะทำกลุ่มเดียวกัน แต่รายงานผลการทดลองต้องไม่เหมือนกัน แม้จะทำงานเป็นกลุ่มในห้องเรียนได้ผลแต่ทุกคนต้องรายงานและวิจารณ์ด้วยคำพูดตัวเองไม่ควรเหมือนผู้อื่น สำหรับนักเขียน (รายงานวิชาการ) มือใหม่ เราอ่านงานคนอื่นได้ แต่อย่าลอก เมื่อจะเขียนรายงานของตัวเองให้ปิดทันที แต่ถ้ามีคำพูดที่ดีมาก และอยากใช้จริงๆ ให้โค้ดคำพูดมาได้ โดยใส่เครื่องหมายอัญประกาศ ("...”) แล้วบอกว่าเป็นคำพูดของใคร” ศ.นพ.ยงกล่าว
       
       ทางด้าน นพ.กิตติศักดิ์ กุลวิชิต อาจารย์ภาควิชาจักษุ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมบรรยายในหัวข้อนี้ด้วย กล่าวว่า การแปล Plagiarism ว่าเป็นการโจรกรรมทางวิชาการนั้นถูกต้องเพียงเสี้ยเดียว จริงๆ แล้วคำนี้ค่อนข้า