| pawena's profileNonpartisan.{Reconciliat...PhotosBlogLists | Help |
FTA Thai -japan โจรสลัดชีวภาพ
ศาตราจารย์คาร์ลอส คอร์เรีย นักวิชาการด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลอาร์เจนตินาและเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มประเทศ G77 ในการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในองค์กรการค้าโลก(TRIPs) ในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ(CBD) และสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGR-FA ) ได้ส่งจดหมายอิเลคโทรนิคส์ยืนยันว่า มาตรา 130(3)ในเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นนั้น เปิดทางให้มีการจดสิทธิบัตรจุลชีพตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ญี่ปุ่นเข้ามาครอบครองทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทยในอนาคต ในจดหมายลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 มีข้อความซึ่งแปลได้ดังนี้
ภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542 ไม่อนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตโดยบัญญัติไว้ว่า “จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ" แต่ข้อบทในความตกลงเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นกลับเขียนข้อความซึ่งเปิดโอกาสให้มีการจดสิทธิบัตรจุลชีพตามธรรมชาติ ดังปรากฏอยู่ในข้อบทตามมาตรา 130(3) ว่า “ภาคีแต่ละฝ่ายจะต้องให้ความมั่นใจว่าคำขอรับสิทธิบัตรใดๆจะไม่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวว่า สาระที่ขอถือสิทธิในคำขอนั้นเกี่ยวข้องกับจุลชีพที่เกิดตามธรรมชาติ” ไบโอไทยเรียกร้องให้รัฐบาลต้องแก้ไขและปิดช่องโหว่นี้ด้วยการตัดข้อความใน 130(3)ออกทั้งหมดเช่นเดียวกับที่ปรากฏใน JPEPA หรือตัดข้อความ “naturally occurring” ออกไปเพื่อให้ข้อบทนี้เหมือนกับเอฟทีเอที่ญี่ปุ่นทำกับประเทศมาเลเซีย หรือมิฉะนั้นก็ตัดออกทั้งหมวดเลยเช่นเดียวกับเอฟทีเอที่ญี่ปุ่นทำกับประเทศฟิลิปปินส์ http://www.ftawatch.org/autopage1/show_page.php?t=11&s_id=74&d_id=74 บทความ อีกบทหนึ่ง ที่แตกต่างจาก ม.เดียวกันหลักนิติรัฐกับคนเนรคุณ อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การกำหนดความผิด กฎหมายต้องประกาศให้ทราบก่อนว่าการกระทำใดเป็นความผิด จะได้ไม่ทำผิดนั้น หมายถึงการกำหนดความผิดใหม่ๆ ขึ้น จะนำไปกล่าวหาผู้กระทำย้อนหลังไม่ได้เพราะ เขาไม่รู้มาก่อนว่าการกระทำของเขาจะเป็นความผิด หากเอามหาชนเป็นหลัก การใช้มาตรการดังกล่าวจึงไม่ใช่การย้อนหลังไปเป็นโทษแต่กลับเป็นคุณแก่มหาชนทั้งสิ้น การใช้มาตรการดังกล่าวจึงกลับเป็นคุณแก่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้อยู่ในกรอบของกฎหมายและความสุจริตหากไม่ตัดสิทธิ การทุจริตก็จะกลับเกิดซ้ำซากอีก การตัดสิทธิดังกล่าวจึงไม่ใช่ผลร้าย หรือการลงโทษผู้กระทำ หลักนี้ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่เป็นธรรมก็กล่าวอ้างได้ว่า "เมื่อเล่นโกง ก็ไม่ให้เล่น"
บทความ จากคณะนิติวิพากย์สังคม
หัวข้อการพูดคุย มะรุม(บะค้อนก้อม)
ยกคำพูดมา มะรุม(บะค้อนก้อม) หมิ่นประมาทสื่ออินเตอร์เน็ตการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด คือ ใช้เป็นเครื่องมือในการหมิ่นประมาทผู้อื่น ซึ่งจากการกระทำดังกล่าวทำให้ ข้อดีของอินเตอร์เน็ต จึงกลายเป็นผลเสียหายอย่างมากมาย ด้วยถ้อยคำที่เป็นการหมิ่นประมาท จะแพร่หลายไปทั่วโลกใน กว่าการกระทำโดยใช้เครื่องมืออย่างอื่น ในข้อเสียอินเตอร์เน็ตจึงเป็นตัวเร่งขยายการทำความผิด ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเร็วมาก ก่อนที่ว่า ลักษณะการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างไร มีความผิดทางแพ่ง และทางอาญาอย่างไร มาดูกฏหมายทางแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า “ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้อื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่เขาเพื่อเพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดแก่การนั้น…..” มาดูกฏหมายทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ มาตรา 328 บัญญัติว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎด้วยวิธีใด แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงอย่างอื่น กระทำโดยการกระจายเสียง หรือโดยการกระทำป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นใด ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท” โดยสรุป การหมิ่นประมาท ก็คือ “การใส่ความผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ เช่น พูด เขียน พิมพ์ข้อความ หรือแสดงกริยาต่างๆ โดยการใส่ความดังกล่าวนั้นต้องเป็นการกระทำให้บุคคลที่สามรับทราบ ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ถูกใส่ความนั้นได้รับความเสียหาย” ดังนั้น ความผิดในการหมิ่นประมาท ทางอาญาอาจจะเป็นความจริงหรือความเท็จ เพราะหลักกฎหมาย มุ่งพิจารณาแต่เพียงว่าถ้ามีการกล่าวถึงบุคคลอื่นในด้านไม่ดีแล้ว ย่อมทำให้สังคมไม่สงบสุข ไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ทำให้ ความรับผิดในการกระทำหมิ่นประมาท หากข้อความที่กล่าวเป็นเรื่องเท็จ ผู้กระทำต้องรับผิดทางอาญา และชดใช้ความเสียหายทางแพ่ง แต่ถ้าหากข้อความที่กล่าวเป็นจริง ผู้กระทำจะมีความผิดทางอาญา แต่ไม่ต้องชดใช้ความเสียหายทางแพ่ง การกระทำผิดในการหมิ่นประมาทเป็นอย่างไร และจะต้องได้รับโทษอย่างไรบ้าง สำหรับวิธีการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย มีวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง การหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต แยกได้เป็น 3 วิธี คือ 2. การหมิ่นประมาททาง Web site ตัวอย่างที่พบเห็นโดยทั่วไป คือ การนำข้อความ หรือภาพที่เป็นการใส่ความไปลงใน Web site หรือ ตั้งกระทู้ถามหรือแสดงข้อเท็จจริง ต่างๆ บน Web board ในลักษณะใส่ความ และทำให้ผู้อื่นเสียหาย ที่พบอยู่เนืองๆ บน Web board ของ Web site ต่างๆ รวมถึงWeb board หรือจะเป็นลักษณะการเข้าไปใส่ความในห้อง Chat room ซึ่งการกระทำความผิดทาง Web site พบมากในการใช้อินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดตามฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 326 แล้ว ยังมีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งผู้กระทำต้องรับโทษหนักกว่า มาตรา 326 และอาจจะต้องรับผิดทางแพ่งด้วย 3. การหมิ่นประมาททางโปรแกรม IRC , Pirch ,TCQ , Yahoo Msn หรือ โปรแกรม Microsoft MSN ที่ Server ได้จัดให้บุคคลอื่นเข้าไปพิมพ์ข้อความสนทนา หากข้อความที่พิมพ์ มีลักษณะหมิ่นประมาทผู้อื่นแล้ว ก็จะเป็นการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ตอย่างหนึ่ง การหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ มีตัวอย่างการดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่า จะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่มีผู้ส่ง E-mail พร้อม Attach ภาพไม่เหมาะสมของนักแสดงไปให้ผู้อื่น จนทำให้เกิดการดำเนินคดีต่อผู้ส่ง E-mail ดังกล่าว ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น หรือ กรณีข่าวต่างประเทศ ที่ศาลอังกฤษ ได้พิพากษาผู้ส่ง E-mail ข้อความหมิ่นประมาท จนทำให้ผู้ส่ง E-mail ต้องชดใช้ค่าเสียหาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. เอกสารประกอบคำบรรยายกระบวนวิชากำหมายอาญาชั้นสูง
การประกันตัวผู้ตัองหาคะรับ การประกันตัวผู้ต้องหา ในกรณีที่ท่านต้องการประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในชั้นสอบสวน
ท่านควรมีหลักฐานต่างๆ ดังต่อไปนี้ติดตัวไปด้วย คือ 2.1 เงินสด (เงินตราของรัฐบาลไทยเท่านั้น) 2.2 โฉนดที่ดินซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาแล้วหรือพนักงานสอบสวนเชื่อว่าที่ดินมีราคาไม่น้อยกว่าสอง เท่าของ จำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาประกัน 2.3 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก ) ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาแล้ว หรือพนักงานสอบสวนเชื่อว่าที่ดินมีราคาไม่น้อยกว่าสองเท่าของจำนวนเงินที่ไว้ในสัญญาประกัน 2.4 พันธบัตรรัฐบาล 2.5 สลากออมสินและสมุดฝากเงินธนาคารประเภทประจำ 2.6 ใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร 2.7 ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่าย และธนาคารผู้จ่ายได้รับรองตลอดไปแล้ว 2.8 ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่าย และธนาคารผู้จ่ายได้รับรองตลอดไปแล้ว 2.9 เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรอง 2.10 หนังสือรับรองของธนาคาร
เพื่อชำระเบี้ยปรับแทนในกรณีที่ผิดสัญญาประกัน 6.1 ความหนักเบาแห่งข้อหา 6.2 พยานหลักฐานที่สอบสวนไปแล้วมีเพียงใด 6.3 พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างใด 6.4 เชื่อถือผู้ร้องขอประกันได้เพียงใด 6.5 ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใด
หรือไม่ ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีหรือไม่ การใช้บุคคลเป็นประกัน คำสั่งกรมตำรวจ ที่ 622/2536 ลงวันที่ 15 เมษายน 2536 เรื่อง การใช้บุคคลเป็นประกัน หรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว กระทรวงมหาดไทยและกรมตำรวจ มีนโยบายอำนวยความสะดวก ในการให้บริการแก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการใช้บุคคลเป็นประกันหรือ หลักประกันในการปล่อยชั่วคราวตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 110 และมาตรา 114 วรรคสอง บุคคลวงเงินประกัน -
ข้าราชการพลเรือนระดับ 3 ถึง 5 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า วงเงินเอาประกัน ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินหกหมื่นบาท บุคคล -
ผู้ใหญ่บ้าน วงเงินประกันทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท -
ผู้ใหญ่บ้าน วงเงินประกัน ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท -
ข้าราชการพลเรือนระดับ 11 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
วงเงินประกัน ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท -
ให้ผู้ที่ขอทำสัญญาประกันแสดงบัตรประจำตัวต่อพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบ พิจารณาอนุญาตโดยไม่ชักช้า
การขอถอนหลักทรัพย์ นายประกันจะต้องนำใบเสร็จรับเงินหรือสำเนาสัญญาประกันตัว ผู้ต้องหามาตรวจสอบผลคดีเสียก่อน ถ้าผลคดีเสร็จสิ้นก็มอบให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการถอนโดยนำบัตร ประจำตัวประชาชนของนายประกันมาแสดงด้วย กรณีนายประกันไม่สามารถมาขอถอนหรือรับหลักฐานด้วยตนเอง ได้ ก็ให้ทำใบมอบฉันทะแล้ว นำมาแสดงด้วยเพื่อเป็นหลักฐานเจ้าหน้าที่ทำละเมิด?การทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่กระทำต่อหน่วยงานของรัฐ : กรณีที่หน่วยงานรัฐบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล วิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์(อัยการจังหวัด สคช .ชัยนาท) ข้อมูลจาก http://www.ubon-ju.ago.go.th/articles/govtorts.html การทำละเมิดในทางแพ่งได้มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายใช้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” จึงเห็นได้ว่าการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดในทางแพ่งจะมีขึ้นจะต้องเป็นกรณีผู้นั้นกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายโดยผิดกฎหมาย สำหรับบทความนี้ มีสาระสำคัญที่จะกล่าวถึง 3 ประการเกี่ยวกับการทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนี้ 1. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐนอกหน้าที่ของตน 2. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อที่ไม่ร้ายแรง (ประมาทเลินเล่อธรรมดา) 3. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 1. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐนอกหน้าที่ของตน หากหน่วยงานของรัฐแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหาย แต่เจ้าหน้าที่เพิกเฉย หน่วยงานของรัฐต้องนำคดีฟ้องร้องต่อศาล จะบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์เจ้าหน้าที่ผู้นั้นทันทีไม่ได้ 2. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อที่ไม่ร้ายแรง (ประมาทเลินเล่อธรรมดา) ไม่ว่ากระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือไม่ก็ตาม หากเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่แล้วไปก่อให้เกิดการละเมิดที่เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อที่ไม่ร้ายแรงแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 10 ประกอบด้วยมาตรา 8) เนื่องจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ว่าหากให้รับผิดในกรณีนี้ จะทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าจะตัดสินใจในการทำงาน บั่นทอนขวัญกำลังใจ ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ ทั้งที่ทำงานให้รัฐแต่เกิดความเสียหายเนื่องจากความผิดพลาดเล็กน้อย หากเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจในการทำงานจะทำให้งานล่าช้าเกิดความเสียหายแก่รัฐและเอกชนผู้มาติดต่อ 3. เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในทางปฏิบัติเมื่อหน่วยงานของรัฐตั้งคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดแล้วปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานของรัฐมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12) คำสั่งนี้ถือเป็นคำสั่งทางการปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ซึ่งมีรูปแบบและผลของคำสั่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 34 ถึง 43 และสามารถอุทธรณ์หรือเพิกถอนหรือขอให้พิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวได้ตามมาตรา 44 ถึง 54 หากมีการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วไม่มีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้นภายใน 90 วัน นับแต่วันรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี (ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9(1),42,49 และ 72) ในกรณีเช่นนี้ หน่วยงานของรัฐจะมีฐานะเป็น “ผู้ถูกฟ้องคดี” ซึ่งมีหน้าที่ยื่นคำให้การมิใช่ “ผู้ฟ้องคดี” ซึ่งมีหน้าที่เริ่มต้นดำเนินคดีโดยการยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง คำสั่งทางปกครองที่ให้เจ้าหน้าที่ชำระเงิน เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระให้ถูกต้องครบถ้วนนั้นกฎหมายบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้มาตรการทางปกครองโดยการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้นั้นนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วนได้ วิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม (ไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาล หากฟ้องศาลเคยมีคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 74/2546 วินิจฉัยทำนองว่าหน่วยงานของรัฐไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากมีอำนาจบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์ได้เอง) ส่วนผู้มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 57) กฎกระทรวงที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด การอายัด และการขายทอดตลาด คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในกรณีที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นเจ้าหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัด เป็นการกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดในส่วนภูมิภาคนั้นในกรณีนี้อาจเทียบเคียงได้กับประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 โดยกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในทำนองเดียวกันกับมาตรการบังคับทางปกครองดังกล่าวข้างต้น ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ออกคำสั่งยึดทรัพย์ลูกหนี้ค้างชำระหนี้ภาษีอากรแล้วมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทน ดังนั้น ในกรณีการใช้มาตรการบังคับการปกครองนี้จึงอาจดำเนินการโดยวิธีการอย่างเดียวกันก็ได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐนั้นต้องพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิด โดยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานของรัฐก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ พ.ศ. 2539 และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่กล่าวข้างต้นซึ่งได้กำหนดวิธีการดำเนินการและมาตรการบังคับทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะแล้วหน่วยงานของรัฐจะดำเนินการโดยวิธีการอื่น หรือดำเนินการโดยข้ามขั้นตอน หรือโดยการนำคดีมาฟ้องต่อศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองมิได้ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดโดยมิได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 10 บัญญัติว่าให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 หากผู้กระทำละเมิดไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยมิได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่จะนำมาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินมาใช้แทนการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมไม่ได้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวจะใช้เฉพาะกรณีที่มีคำสั่งทางปกครองให้ผู้ใดชำระเงินแล้วผู้นั้นไม่ชำระเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 12 ได้บัญญัติว่าเฉพาะในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดละเมิดฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 คือต้องเป็นกรณีที่กระทำละเมิดโดยเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น จึงจะสามารถออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดได้ ดังนั้น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ และการกระทำนั้น มิใช่กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐจะต้องฟ้องคดีละเมิดต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้บังคับชำระหนี้ ………………………………………………. คำสั่งทางปกครองมีผลเมื่อใด
คำสั่งทางปกครองที่เป็นหนังสือมีผลทางกฎหมาย แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวิธีการแจ้งเพราะคำสั่งทางปกครองที่เป็นหนังสือสามารถแจ้งได้หลายวิธี 1.1 ผู้รับแจ้งได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่โดยตรง ก็มีผลทันทีเมื่อได้รับหนังสือ ตามมาตรา 69 วรรค 2 1.2 เป็นการแจ้งโดยวิธีให้บุคคลนำไปส่ง คล้ายๆ กับการปิดหมายในทางแพ่ง คือนำไปวางที่ภูมิลำเนาแล้วปิดไว้โดยเจ้าพนักงานเป็นผู้รับรอง ตามมาตรา 70 1.3 เป็นการแจ้งโดยไปรษณีย์ตอบรับ ตามมาตรา 71 - ไปรษณีย์ตอบรับที่ส่งภายในประเทศ มีผลเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันที่สั่ง - ไปรษณีย์ตอบรับที่ส่งไปยังต่างประเทศ ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ส่ง 1.4 การแจ้งกระทำโดยวิธีปิดประกาศไว้ ตามมาตรา 72 การแจ้งโดยวิธีนี้มีองค์ประกอบ 2 ข้อ (1) ต้องมีจำนวนคู่กรณี 50 คนขึ้นไป (2) ทันทีที่เขาเข้ามาเป็นคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องบอกไว้ว่าจะแจ้งโดยวิธีการปิดประกาศ ซึ่งให้มีผลนับจากวันที่ปิด ประกาศไปแล้ว 15 วัน 1.5 การแจ้งโดยประกาศในหนังสือพิมพ์ มีองค์ประกอบ 3 กรณี ตามมาตรา 73 (1) ไม่รู้ตัวผู้รับ (2) รู้ตัวแต่ไม่รู้ว่าภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน (3) รู้ตัวผู้รับและภูมิลำเนาของผู้รับ แต่มีผู้รับเกิน 100 คน ซึ่งมีผล 15 วันนับแต่วันแจ้ง 1.6 การแจ้งโดยวิธีส่งแฟกซ์หรือทางเครื่องโทรสาร การแจ้งทางโทรศัพท์ให้ใช้ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น 2. คำสั่งทางปกครองโดยวิธีอื่น พิจารณาง่ายๆ คือไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นหนังสือหรือด้วยวาจา เช่น สัญญาณมือของตำรวจจราจร สัญญาณธงของเจ้าหน้าที่การรถไฟ สัญญาณไฟกระพริบของประภาคาร มีผลทันทีเมื่อได้รับแจ้ง การสิ้นผลของคำสั่งทางปกครอง 1. สิ้นผลด้วยการเพิกถอน อาจเพิกถอนโดยตัวเจ้าหน้าที่ที่ออกคำสั่งเอง เพิกถอนโดยผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ที่ออกคำสั่งทางปกครอง หรือเพิกถอนโดยศาลปกครอง 2. สิ้นผลด้วยเงื่อนเวลา เช่นในใบอนุญาตแต่ละประเภทจะกำหนดไว้ว่าอนุญาตกี่ปี ถ้ายังไม่ครบตามที่กำหนดก็ยังมีผลอยู่ แต่ถ้าครบกำหนดแล้วใบอนุญาตก็สิ้นผล คำสั่งทางปกครองก็สิ้นสุด 3. สิ้นผลด้วยเหตุอื่น คือ สิ้นผลโดยคำพิพากษาของศาล ลอกบางส่วนบางตอนจาก http://203.157.114.10/homepage/mwdho/laws19.htmการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 1 ภายหลังการรับจดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วนั้น
เจ้าของเครื่องหมาย การค้ามีสิทธิที่จะดำเนินการขอจดทะเบียนเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียน หรือขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า
การต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้า และขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ ประการหนึ่ง คือ ผู้ขอจดทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นหรือตัวแทน ต้องมีสำนักงานหรือสถานที่ที่นายทะเบียนสามารถติดต่อได้ตั้งอยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ และเมื่อเครื่องหมายการค้านั้นได้รับการจดทะเบียนแล้ว ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนเลิกตั้งสำนักงานหรือสถานที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย กฎหมายให้ นายทะเบียน
มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ ตามมาตรา 59 ข้อที่ควรพึงระวังในการยกเลิกการเป็นตัวแทนก็คือ หากในการยื่นคำขอจดทะเบียนไว้แต่แรก ระบุว่า ในการติดต่อนั้น ให้นายทะเบียนติดต่อไปยังตัวแทนปรากฎอยู่แล้วเช่นนี้ ในการขอยกเลิกตัวแทน ท่านก็ควรที่จะแก้ไขสถานที่ที่ให้นายทะเบียนติดต่อใหม่ด้วย หากเดิมท่านระบุให้ติดต่อไปยังตัวแทนของท่าน 4.2 ตั้งหรือเปลี่ยนตัวแทน ในการยื่นคำขอจดทะเบียนนั้น ท่านจะตั้งตัวแทนไว้หรือไม่ก็ได้ เมื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว หากประสงค์จะตั้งตัวแทนเพื่อมาดำเนินการแทนในภายหลังก็ย่อมดำเนินยื่นคำจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมทั้งกรณีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวแทนจากคนเดิมเป็นคนใหม่ก็ได้ 4.3 สัญชาติ ที่อยู่ และอาชีพของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ในกรณีที่เครื่องหมายการค้านั้น มีการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอยู่ด้วย การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับตัวคู่สัญญาซึ่งเป็นผู้รับอนุญาต เช่น สัญชาติ ที่อยู่ และอาชีพ ซึ่งเป็นข้อปลีกย่อยเล็กน้อย กฎหมายจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ ดังนั้นรายการอื่นใดนอกเหนือจากที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้ข้างต้นนี้ จึงไม่ใช่รายการที่นายทะเบียนจะอนุญาตให้แก้ไข ซึ่งได้แก่ - การขอเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้า - การขอเพิ่มเติมรายการสินค้า - การขอแก้ไขคำอ่านคำแปลเครื่องหมายการค้า ในการขอเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าหรือการเพิ่มเติมรายการสินค้านั้น แม้ในขณะที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียน ยังขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงต้องยื่นเป็นคำขอจดทะเบียนเข้ามาใหม่เป็นอีกหนึ่งคำขอ ดังนั้น ยิ่งถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว ยิ่งไม่อาจขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้า หรือเพิ่มเติมรายการสินค้าเข้ามาใหม่ในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเดิมนั้นไม่ได้เลย สำหรับการขอจดทะเบียนแก้ไขคำอ่านคำแปลนั้น ตามหลักแล้วในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น หากเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายที่เป็นเครื่องหมายคำ หรือข้อความ ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศ กฎกระทรวง (พ.ศ.2535) และประกาศของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องดำเนินการดังนี้ 1.จะต้องระบุคำอ่าน และคำแปลด้วย 2.ถ้าเครื่องหมายการค้านั้นไม่มีคำแปล ให้ระบุเฉพาะคำอ่าน และระบุคำแปลว่า แปลไม่ได้ ในคำขอจดทะเบียน 3.ถ้าเป็นภาษาอื่น ๆ ที่ทางราชการไม่มีพจนานุกรมเพื่อการอ้างอิง ให้ผู้ขอจดทะเบียนส่งคำรับรองคำอ่านและคำแปลเครื่องหมายการค้านั้น แนบมาพร้อมกับการขอจดทะเบียนด้วย 4.ถ้าเป็นภาษาจีน ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องระบุคำอ่านสำเนียงจีนแต้จิ๋ว และสำเนียงจีนกลาง และคำแปลควบคู่กันมาด้วย ดังนั้น เมื่อระบุคำอ่านคำแปลเครื่องหมายการค้าไว้อย่างไรแล้ว การจะขอแก้ไขคำอ่านเครื่องหมายการค้านั้นในภายหลัง จึงกระทบการต่อการเก็บสารบบเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะโยงไปถึงการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าด้วย ดังนั้นกฎหมายเครื่องหมายการค้า จึงมิได้บัญญัติให้อำนาจนายทะเบียนในการอนุญาตให้แก้ไขในเรื่องนี้ไว้ การโอนสิทธิหรือรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้า การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น มีได้ทั้งที่ยังเป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน และเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว กล่าวคือ 1.ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังอยู่ในระหว่างยื่นคำขอจดทะเบียน เรียกว่าโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียน โดยให้ผู้โอนหรือผู้รับโอนแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อนการจดทะเบียน ซึ่งการโอนมีผลนับแต่วันที่ยื่นคำขอโอน 2.ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว เรียกว่า การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียน เมื่อกล่าวถึงการโอนเครื่องหมาย ให้รวมถึงการรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นด้วย การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า
อาจแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ การโอนสิทธิโดยการรับมรดก การโอนสิทธิจากการขายทอดตลาด เมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นลูกหนี้ และศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ย่อมมีอำนาจอายัดสิทธิในเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียน ห้ามจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือจดทะเบียนทำให้ก่อภาระผูกพันใด ๆ
ในเครื่องหมายการค้านี้ได้ และเมื่อเจ้าพนักงานดังกล่าวขายทอดตลาดสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ให้แก่ผู้ใด บุคคลผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นให้แก่ตัวเอง โดยแนบหนังสือของเจ้าพนักงานดังกล่าวที่มีถึงนายทะเบียนแนบเป็นหลักฐาน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 2เงื่อนไขในการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า http://www.ipthailand.org/ipthailand/index.php?option=com_content&task=view&id=326&Itemid=197 บทกรวดน้ำวันนี้ พบบทกรวดน้ำ เหล่านี้ น่ารักดีน๊ะ บทกรวดน้ำพิเศษ
__________________ (กลบททศประวัติ) ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน
อันตัวลูกได้ทำทาน............ เสร็จแล้ว จึงยืมถังท่านสมภาร............ มากรวด น้ำเฮย คนอื่นใช้ขวดและแก้ว.......... ลูกว่า เล็กไป เพราะสิ่งหวังในใจลูก....... มากมี ขึ้นศกใหม่ทั้งที.............. ต้องเริ่ด จะขอเผื่อสามี ................ และบุตร ด้วยแฮ ชวนมาวัดทำเชิ่ด ............. ทั้งลูก และผัว หากชาติหน้าเกิดอีก.............. ฉันใด ขอเกิดประเทศไทย .............. นะแม่ เกิดต่างแดนคงทำใจ.............. ลำบาก ภาษาอังกฤษฉันแย่ .............. แต่เล็กจนโต ขอให้สวยสุดหล้า........... ปฐพี ได้ประกวดบนเวที........... หมู่บ้าน มีสติปัญญาดี ................ มิโง่ ให้โลกสะเทือนสะท้าน ...... นี่แหละ หญิงไทย ขอผัวที่ดี เก่ง ............ และรวย ผัวกระบักกระบวย ......... ขอเว้น มีผัวผิดคิดจนงงงวย ....... ผัวเหี่ยว ได้ดั่งใจลูกจะเซ่น......... ด้วยกิ๊กหนึ่งคน ถ้ามีลูกขอลูกอย่า...... ทิ้งฉัน เวลาแก่ตัวมัน.......... ลำบากเน้อ เลี้ยงโตแล้วทิ้งกัน.... หนีหมด ปล่อยแม่คิดถึงเก้อ... นี่หรือลูกเรา ขอตัดเวรกับเจ้าหนี้ ........ ทั้งปวง ชาตินี้ไม่มีดวง.............. จ่ายให้ จงอย่าเสียเวลาทวง......... วานบอก ทีแม่ ชาติหน้าอาจจ่ายได้ ........ ถ้าผัวฉันรวย _________________ การเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นมงคลต่อชีวิต บ้านมหาดอทคอม คานธี*-*บาป 7 ประการในทัศนะคานธี 1. เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ Politics without principles.
2. หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด Pleasure without conscience.
3. ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน Wealth without work.
4. มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี Knowledge without character.
5. ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม Commerce without morality.
6. วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ Science without humanity.
7.
บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสีย Worship without sacrifice. ห้องแบ่งให้เช่าห้องแบ่งให้เช่า เดือนละ1,500.บาท
ห้องน้ำในตัว 39/4 ถนนศรีปิงเมือง
ซอย 3 ต.ช้างคลาน อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่
02200349 02278856 ติดต่อยายบุญชุม.
ใกล้แอร์พอร์ต โรบินสัน มหาลัยฟาร์อิสเทอร์น
ศูนย์นิติศาสตร์ รังสิตประตูเชียงราก
อาคารที่ทำการคณะนิติศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นอาคารขนาด 9 ชั้น มีขนาดพื้นที่ประมาณ 3,174 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่กลุ่มอาคารสังคมศาสตร์ ด้านทางออกประตูเชียงรากของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ลักษณะอาคารเป็นรูป 3 แฉก เป็นอาคารที่ทำการรวมอยู่ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ โดยด้านหน้าอาคารคณะนิติศาสตร์มีอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ตั้งอยู่ ฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารยิม 5 ส่วนทางด้านทิศตะวันตกของตัวอาคารอยู่ใกล้กับลานพญานาค และด้านหลังอาคารทิศเหนืออยู่ใกล้กับอาคารเรียน รวมกลุ่มสังคมศาสตร์ สร้างเสร็จและเริ่มใช้งานตั้งแต่ภาค1 ปีการศึกษา 2545 เพื่อรองรับงานด้านการจัดการเรียน การสอนของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขที่ 99 หมู่ 18 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12121 โทร.0-2986-8303-4 โทรสาร 0-2986-8304
ลุงสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ที่ปรึกษาศูนย์นิติศาสตร์
- คณะลูกศิษย์ ศูนย์นิติศาสตร์ บางช่วงของบทความ ลุงสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ที่ปรึกษาศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงประสบการณ์ในช่วงการก่อรัฐประหารยุค 2494 ว่า ธรรมศาสตร์เป็นเป้าหมายของการทำรัฐประหาร ซึ่งในการทำรัฐประหารนั้นเปรียบได้กับการยิงกระสุนปืน 5 นัดใส่ธรรมศาสตร์ กระสุนนัดแรกนั้นเป็นการยิงใส่ครู-อาจารย์ เป็นผลทำให้อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยอพยพไปประเทศจีน ส่วนกระสุนนัดที่สอง เป็นการยิงตรงไปยังนักศึกษา ลิดรอนสิทธินักศึกษา และกระสุนนัดที่สามพุ่งไปที่มหาวิทยาลัย โดยการออกพระราชบัญญัติแก้ไขชื่อของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉยๆ พร้อมทั้งยกเลิกหลักสูตรการศึกษาโดยตัดวิชาการเมืองออกไป เพื่อไม่ต้องการให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
กระสุนลูกที่สี่นั้นสืบเนื่องจากการจัดการอภิปรายโต้วาทีคัดค้านการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเป็นผลทำให้นักศึกษาสาวคนหนึ่งต้องถูกเรียกตัวไปสอบสวนตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อจะเค้นให้ได้ว่าใครเป็นคนจัดและดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนกระสุนนัดสุดท้ายคือ การยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็นผลทำให้เหล่านักศึกษารวมตัวกันเป็นขบวนการเพื่อเรียกร้องเอามหาวิทยาลัยคืนมาและก็เป็นผลสำเร็จ ลุงสัมผัสเล่าว่า
“จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้ชีวิตของการต่อสู้ ความเป็นประชาธิปไตยด้วยตัวเอง ไม่ใช่จากตัวหนังสือหรือทฤษฎี การที่ไม่สนใจการเมือง ส่งผลกระทบคือ ทำให้ทิศทางการเมืองจะถอยก็ไม่ได้ จะก้าวหน้าก็ไม่ได้ จะไปซ้ายก็ไม่ได้ จะไปขวาก็ไม่ได้ และทำอย่างไรการเมืองถึงจะฟื้น การมีแค่คุณธรรมไม่เพียงพอ ที่สำคัญคือต้องมีทิศทาง และจิตวิญญาณควบคู่ไปด้วย”
บางช่วงของบทความรำลึกชีวิตและผลงานสุพจน์ ด่านตระกูล
สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ กัลยาณมิตรผู้ร่วมชะตากรรมมาด้วยกันถึง 57 ปี ตั้งแต่ปี 2495 ทั้งคู่ถูกจับกุมในข้อหากบฏภายในภายนอกราชอาณาจักร ร่วมกับบุคคลอีกหลายท่าน อาทิ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์, กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นต้น ทั้งคู่เป็นคนรุ่นเกิดทันการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้ยินเสียงเพลง 24 มิถุนายน มหาศรีสวัสดิ์ ดังกระหึ่มก้องไปทั่วสารทิศ ได้เห็นการเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ตลอดมา มีการเฉลิมฉลองที่แซ่ซ้องสรรเสริญคนดีของการสมโภชน์ไปทั่วประเทศ ได้เกิดทันกบฏบวรเดช ได้เห็นการรัฐประหาร 8 พฤศจิกา 2495 ได้เห็นขบวนการเสรีไทย ได้เห็นกรณีสวรรคต ได้สัมผัสด้วยตนเองจึงรู้ถึงบรรยากาศเหล่านั้นเป็นอย่างดี และสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ นั้นได้สัมผัสกับท่านอาจารย์ปรีดี ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์ เป็นผู้ประศาสน์การ โดยตอนนั้นสัมผัสเป็นลูกศิษย์และเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง สิ่งเหล่านี้จึงยังคงตรึงตาประทับตาประทับใจอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นำพาให้สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ได้รู้จักกับสุพจน์ ด่านตระกูล และมีความรู้สึกตรงกันกับสัจธรรม ต่อความไม่แน่นอน ความไม่เที่ยง ต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมเหมือนกัน ทั้งคู่ได้มาร่วมชะตากรรมอยู่ในคุกด้วยกัน หลังออกจากคุกสัมผัสไม่ได้พบสุพจน์นานถึง 12 ปี สัมผัสกล่าวถึงกัลยาณมิตรนามสุพจน์ ด่านตระกูล ว่า “คุณสุพจน์เป็นคนธรรมดา เป็นสามัญชน เช่นเดียวกับพวกเรา ไม่มียศฐาบันดาศักดิ์ ไม่มีดีกรี แต่เป็นคนที่มีคุณค่า ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสัจธรรมอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่คุณสุพจน์เฉียบยิ่ง ผมอยู่ใกล้แล้วศัตรูมองไม่เห็น เปิดโปงความชั่วร้ยทั้งหลายที่ถูกบิดเบียน คุณสุพจน์ต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน อย่างไม่กลัวตาย อันนี้เป็นจิตใจที่ผมเองต้องยอมรับ ต้องเคารพเป็นแบบอย่างของนักต่อสู้เพื่อประเทศชาติ คุณสุพจน์เป็นผู้ที่รอบรู้ในทฤษฎี ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ของโลก เหตุการณ์ของประเทศ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ผมยังจำได้บทความขออุทิศความดีเล่มนี้ต่อท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำประเทศชาติไปสู่ประชาธิปไตย ขออุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับประชาชนที่รักชาติ ขออุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับชาวมาร์กซิสต์ เลนินที่ซื่อสัตย์ และท่านได้เขียนในหนังสือ เหตุเกิดที่ศิริราช เป็นหนังสือที่แสดงว่าท่านรู้ธรรมะอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่อ่านหนังสือหรืออ่านตำรา เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเข้าถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า ท่านเป็นนักทฤษฎี นักปรัชญา นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ จากจำนวน 60 กว่าเล่มที่ผมคัดมา หนึ่ง ประวัติของท่านปรีดี พนมยงค์ เล่มที่สอง แผนฆ่าปรีดี พนมยงค์ อีกเล่มหนึ่ง ปรีดีพูดถึงกรณีสวรรคต และสถานการณ์บ้านเมือง และนอกจากนั้นยังมีหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็คือ พุทธศาสนากับคอมมิวนิสต์ แม้กระทั่งปทานุกรมการเมืองชาวบ้าน มีลักษณะเป็นวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ทั้งทางทฤษฎีและทางพุทธ ทั้งทางโลกและทางธรรมซึ่งผมคิดว่า คุณสุพจน์เป็นลูกบ้านนอก ไม่มีดีกรี แต่ว่าผลงานที่ออกมานั้น ผมเห็นแล้วว่าน่ายกย่องสรรเสริญและควรแก่การเทิดทูน” ศุนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์
พ่อชอบเพลงนี้คำสัญญาที่หาดใหญ่
ยิว Bm/A/D/Em/Bm Bm A D Em A Bm ก่อนจากกันไป เหลือไว้เพียงคำสัญญา ที่ชานชาลาส่งเธอขึ้นบนรถไฟ D Bm Em A Bm หาดใหญ่ยามนี้ความรักยังมีมากมาย รักด้วยหัวใจ ฝากไว้เพียงคำสัญญา Bm A D Em A Bm * หากเอ่ยคำลาน้ำตาฉันคงต้องหลั่ง เรื่องราวความหลัง จดจำทุกลมหายใจ D Bm Em A Bm แต่ในวันนี้ความรักที่มาจากไป สิ้นเสียงรถไฟ ฝากไว้เพียงรอยน้ำตา D A Bm ** วอน ขอวอนพระจงคุ้มครอง Em A Bm ให้เราทั้งสองกลับมารักกันอีกหน D A Bm ตราบจนอาทิตย์ลับไปไร้ความมืดมน Em A Bm ให้ฝนพร่างพรมหลั่งมาชะโลมดวงใจ Bm A D Em A Bm เธอโบกมือลาแก้วตาเธออย่าร้องไห้ ไม่เปลี่ยนแปรไป หากใจเรายังมั่นคง D A Bm Em A Bm สบตาอีกครั้ง ฝากรักแทนความห่วงใย แว่วเสียงรถไฟ หวั่นใจรักไม่กลับมา ซ้ำ */** ชอบดูข่าวทางการเมืองจากทีวี หนังสือพิมพ์
และชอบสีฟ้า สัตว์เลี้ยงที่ชอบคือไก่
กีฬา ที่ชอบ คือมวย บอล ไก่ชน
ชอบตักบาตร มาตั้งแต่จำความได้
ชอบให้ภรรยาและลูกไปวัด
ชอบให้ไปรดน้ำดำหัวปู่ย่าตายายญาติผู้ใหญ่
และ พ่อชอบให้ลูกหลานสบาย
พ่อชอบให้เงินหลานและตามใจ
เพราะกลัวหลานไม่รักนิ
สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาไม่ว่าจะต่อหน้าและลับหลังคน ต้องวางตัวให้เหมือนกัน%%% ปัญหาที่เกิดขึ้น %%%
จดหมายเปิดผนึก คัดค้านการจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าวและการแอบอ้างใช้ชื่อข้าวขาวดอกมะลิของสหรัฐอเมริกา
วันนี้พบบทความนี้ น่าสนใจPatent and Public interest
| |||||||||||||||||||||||